Wednesday, February 28, 2007

The Law of Success

The Law of Success เป็นหนังสือที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจนเรียกได้ว่าเป็นหนังสือต้นแบบของหนังสือ Self-improvement ในปัจจุบัน ผู้แต่งคือ Dr. Napoleon Hills ท่านผู้นี้มีความสามารถและโด่งดังจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีอเมริกาถึงสามสมัย ผู้แต่งใช้เวลารวบรวมข้อมูลนานกว่า 20 ปีในการสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ว่า บุคคลเหล่านี้มีมุมมองและแนวคิดอย่างไรที่นำพาไปสู่ความสำเร็จ ตัวอย่างบุคคลดังกล่าวคือ Henry Ford, Firestone, Thomas Edison เป็นต้น ใจความสำคัญของหนังสือประกอบด้วยกฎทองคำ 16 ประการเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จได้แก่

1. อภิจิต คือกลุ่มคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีแนวความคิดไปในทางเดียวกัน และมีความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน คนที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีบุคคลเหล่านี้มาร่วมชีวิตหรือร่วมงานเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนเป้าหมายที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จ แต่มีข้อควรระวังประการหนึ่งคือคนที่คิดไม่เหมือนกับเราก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นศัตรูกับเราเสมอไป เพราะในการทำงานความคิดที่แตกต่างในเชิงสร้างสรรค์ย่อมเป็นสิ่งดีที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ดังนั้น คนที่จะเราจะเลือกมาอยู่ในทีมควรมีคนที่คิดแตกต่างแต่ไม่แปลกแยกรวมอยู่ด้วย การสร้างอภิจิตคือการเลือกคบคนที่จะเข้ามาในชีวิตของเราอันได้แก่ สามีภรรยา เพื่อนสนิท เป็นต้น คนเหล่านั้นจะต้องมีจิตใจที่ดี มีความเข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร จริงใจ เต็มใจที่จะร่วมหัวจมท้ายกับเรา และมีความสามารถ ส่วนผู้ร่วมงานควรเลือกคนดีมีความสามารถมีความขยันขันแข็ง หนักงาน ไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจกว้าง และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม

2. มีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน การมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนจะทำให้ทุก ๆ พฤติกรรมของเราทั้งการพูด ความคิด และการกระทำไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ คนที่จะมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนได้จะต้องรู้ว่าตนเองมีความชอบ มีความถนัดในงานประเภทใดบ้าง และอยากจะเป็นอะไรในอนาคต การจะรู้ว่าตนเองชอบสิ่งใดนั้นจะต้องรู้จักสังเกตอารมณ์ของตัวเองว่า เมื่อไรเราทำสิ่งใดแล้วมีความสุขหรือเมื่อเจอคนในอาชีพใดแล้วเรารู้สึกประทับใจ ส่วนความถนัดสามารถรู้ได้จากคำชมจากคนรอบข้างว่าเราเก่งในเรื่องใดบ้าง เป็นต้น เมื่อมีเป้าหมายแล้วให้สร้างเป็นมโนภาพภายในจิตใจและเขียนติดไว้ในห้องนอนอ่านทบทวนทุกวันเพื่อสื่อกับจิตใต้สำนึกของเราเอง นอกจากนั้น เป้าหมายของเราควรเก็บไว้เป็นความลับจะบอกกล่าวได้ก็แต่คนที่เข้าใจเราจริง ๆ เช่น สามีภรรยา หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความลังเลสงสัย ดูถูกดูแคลน และอิจฉาริษยาอยู่ตลอดเวลาน้อยคนนักที่จะเชื่อและช่วยเสนอแนวทางให้ไปถึงซึ่งเป้าหมายนั้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะต้องไม่ยอมแพ้กับความยากลำบากทั้งปวงถึงแม้ว่าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจสักเพียงไหนและจะต้องใช้เวลานานสักเพียงใด เราต้องทำได้เพราะ “ท่านทำได้ถ้าท่านคิดว่าท่านทำได้”

3. มีความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจเกิดจากการรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ทุกแง่ทุกมุม ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ความชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่เห่อเหิมไปตามคำเยินยอของผู้อื่น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเรามีจุดแข็งในด้านนี้ และเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์เราก็จะไม่ห่อเหี่ยวเศร้าใจ หรือโมโหโกรธามากจนเกินไปนักเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นจุดอ่อนซึ่งเรากำลังพยายามปรับปรุงแก้ไขอยู่และขอน้อมรับคำติชมด้วยความเต็มใจ ผู้แต่งได้เสนอวิธีการสร้างความมั่นใจคือ
1. ขจัดความกลัว มนุษย์ทุกคนมีความกลัวอยู่ 6 ประการ ได้แก่
1) กลัวความยากจน ความยากจนป้องกันได้ด้วยการมีนิสัยประหยัดอดออมและรู้จักใช้จ่ายอย่างพอดี
2) กลัวความชราภาพ สังขารย่อมร่วงโรยไปตามสภาวะธรรมชาติแต่จิตใจของเราต่างหากจะต้องไม่ร่วงโรยไปตามร่างกาย ป่วยกายแต่อย่าป่วยจิต
3) กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ มนุษย์ส่วนใหญ่รวมทั้งตัวเราเองมักจะมองเห็นส่วนที่ไม่ดีของผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนมากกว่าส่วนดีซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น เมื่อโดนวิพากษ์วิจารณ์เราต้องเลือกใส่ใจกับคำวิจารณ์ที่มาพร้อมกับทางแก้เท่านั้น คนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวเราก็รับฟังแต่จะไม่ใส่ใจแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที
4) กลัวสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยามรักกันอะไรก็ดูดีไปเสียทุกอย่างมนุษย์จึ่งไม่อยากสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน การพลัดพรากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไปเสียไม่ได้
5) กลัวสุขภาพเสื่อมโทรม หากเราดูแลสุขภาพให้ดีเสียตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อดูแลสุขภาพดีก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่ามันจะเสื่อมโทรมไปก่อนวัยอันควร
6) กลัวความตายความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ หากตอนยังมีชีวิตอยู่เราได้ให้ความเอาใจใส่ดูแลคนที่เรารักเป็นอย่างดีแล้ว การอยู่หรือการตายย่อมไม่ต่างกันเพราะคน ๆ นั้น จะอยู่ในใจของเราตลอดไป
2. มองโลกในแง่ดี คิดแต่ด้านบวก
1) ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้เพียงแต่เราหาทางแก้แล้วหรือยัง
2) มองสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ ให้ทะลุปรุโปร่ง เลวร้ายที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร มีอะไรที่จะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านั้นได้บ้าง เมื่อเราสามารถคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ได้ เราจะเกิดความมั่นใจในตัวเองทันที
4. นิสัยประหยัดอดออม
คนที่ปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จจะต้องรู้จักประหยัดอดออมเพราะจะทำให้รู้คุณค่าของเงิน และเมื่อจะต้องลงทุนทำสิ่งใดจึงไม่ผลีผลามและลงทุนตามความเหมาะสม โอกาสที่จะผิดพลาดย่อมมีน้อย จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความเป็นผู้นำ
คนที่จะเป็นผู้นำได้จะต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อใช้ในการปรับปรุงผลงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คนที่จะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) มองสถานการณ์เหนือกว่าผู้อื่น
2) มีสิ่งที่คนอื่นไม่มี
3) ลงมือทำ เลิกผลัดวันประกันพรุ่ง
4) มีพลังชีวิต มีความกระตือรือร้นมีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน ผู้นำจะต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
  • 1) มีความรู้ความสามารถ
  • 2) เชื่อว่าตนเองมีความเชื่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เหนือกว่าผู้อื่น
  • 3) รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้
  • 4) กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำโดยไม่โทษผู้อื่น
  • 5) ปฏิบัติกับคนอื่นเสมือนหนึ่งเป็นคนในครอบครัว
  • 6) มีความเมตตา รู้จักให้ และเสียสละ
  • 7) สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรอบข้างได้ และมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
  • 8) มองภาพรวมเน้นผล รู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่และอยู่ตรงจุดไหนของทางเดินชีวิต และอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงเป้าหมาย
  • 9) ตัดสินใจอย่างรวดเร็วและถูกต้อง
  • 10) มอบหมายงานได้อย่างถูกต้องตามจริตและความสามารถของลูกน้อง

6. มีจินตนาการ

ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายล้วนใช้จินตนาการในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น จินตนาการเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา และจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอนกอปรกับความเชื่อมั่นว่าเราต้องสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ เมื่อจิตมีความนิ่งสงบในระดับหนึ่งจึงค่อยสร้างมโนภาพและน้อมจิตถามตัวเองว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ทางแก้จะมีมากมายหลายวิธีแต่จะมีเพียงวิธีเดียวที่ใช้ได้ ซึ่งจะรู้ได้โดยการใช้ความรู้สึกเข้าไปทาบว่าอันไหนใช่หรือไม่ใช่ ส่วนใหญ่แล้วจินตนาการมักเกิดขึ้นตอนสภาวะวิกฤตแต่ในสภาวะปกติหากจำเป็นต้องใช้จินตนาการก็ต้องสร้างภาวะความกดดันขึ้นมาเช่น ให้คิดว่าถ้าอีกเจ็ดวันเราจะต้องตายจากโลกนี้ไป เราอยากจะทำอะไรบ้าง และเราได้ลงมือกระทำแล้วหรือยัง เป็นต้น

7. มีความกระตือรือร้น

คนที่มีความกระตือรือร้นจะสามารถดึงดูดคนที่พลัง มีความสามารถเข้ามาร่วมทีมได้โดยง่ายเพราะบุคลิกที่ดูมีชีวิตชีวา หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้คบหาสมาคมด้วย ผู้แต่งกล่าวเพิ่มเติมว่าความกระตือรือร้นอยากจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างเดียวยังไม่พอต้องลงมือกระทำให้เกิดเป็นผลงานด้วย และที่สำคัญจะต้องรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันอย่างชัดเจน เวลาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่เวลาพักผ่อนก็ไม่เอาเรื่องงานมาเป็นกังวล

8. สามารถควบคุมตนเองได้

การควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ตรงตามเป้าหมายทำได้โดยการหมั่นถามตนเองอยู่เสมอว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่(ทั้งในความคิด คำพูด และการกระทำ) ทำไปทำไม ทำแล้วจะเกิดผลอะไร สอดคล้องกับเป้าหมายของเราหรือไม่ เป้าหมายของเราตอนนี้เป็นรูปเป็นร่างแค่ไหนแล้ว นอกจากนั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการควบคุมอารมณ์โกรธ ต้องบอกตัวเองว่าห้ามระเบิดอารมณ์ใส่ผู้อื่นโดยเด็ดขาดเพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ถึงแม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกก็ตามเพราะเวลาคนเราทะเลาะกันไม่มีใครยอมฟังเหตุผลแน่นอน จึงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะมาเอาชนะในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หัดปิดหูปิดตากับเรื่องไร้สาระแล้วเอาเวลามาสานความฝันของเราให้เป็นจริงจะดีกว่า วิธีการควบคุมอารมณ์และคำพูดคือพูดทีละคำฟังทีละเสียง เพราะเมื่อเราได้ยินเสียงที่ตัวเองพูดทุกคำเราจะมีความละอายที่จะใช้คำพูดรุนแรงและหยาบคาย


9. มีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน

คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีความรักในงานที่ทำอยู่ อยากให้งานออกมามีคุณภาพ และรู้สึก ภูมิใจที่ได้ทำงานนั้น ๆ รู้สึกว่าตนเองมีค่าต่อองค์กร และอยากให้องค์กรมีความเจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ การมีนิสัยทำงานเกินเงินเดือนจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเพราะเมื่อเราตั้งใจทำงานชิ้นหนึ่งจนประสบความสำเร็จจะเกิดความมั่นใจและมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ดีต่อไปความสำเร็จก็ย่อมตามมาอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าจะเจออุปสรรคบ้างก็ไม่ย่อท้อเพราะเป็นงานที่เรารัก และมองปัญหาว่าเป็นส่วนที่จะทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น


10. มีบุคลิกภาพที่ดี

บุคลิกภาพที่ดีคือการมีความมั่นใจในตัวเอง มีความกระตือรือร้น มีความเป็นผู้นำ ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถควบคุมคำพูด อารมณ์ สีหน้า และการแสดงออกได้เป็นอย่างดี มีกาละเทศะ วิธีการสร้างบุคลิกภาพที่เร็วที่สุดคือการสร้างภาพคนที่มีบุคลิกภาพที่น่าประทับใจไว้ในจิตใต้สำนึก แล้วทุก ๆ อิริยาบถเราจะลอกเลียนแบบไปตามนั้น


11. มีความคิดที่ถูกต้องและเที่ยงตรง ได้แก่

1) มองความจริงตรงตามความเป็นจริง สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลทั้งหลายได้

2) ไม่สนใจคำนินทาหรือข่าวโคมลอย ใส่ใจแต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง
3) ไม่มองโลกเป็นสีขาวหรือดำให้มองเป็นกลาง ๆ เช่น เมื่อประสบความสำเร็จก็ไม่ดีใจจนออกนอกหน้าเพราะถ้าประมาทชะล่าใจก็ล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน หรือเมื่อผิดหวังก็ไม่เศร้าสร้อยจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ เพียงแต่ว่าเราหาทางแก้แล้วหรือยัง เป็นต้น

4) รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเรา แม้ว่ามันจะเป็นความเป็นจริงที่เจ็บปวดก็ตามเพื่อนำมาแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นต่อไป 5) ไม่วิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเพราะความกังวลไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น รังแต่จะทำให้สิ่งที่กังวลเป็นจริงขึ้นมา เพราะการย้ำคิดย้ำทำเสมือนเป็นการสะกดจิตตัวเอง

6) รับฟังข้อมูลแล้วนำมาพิจารณาทุกครั้งโดยยึดหลักกาลามสูตรได้แก่อย่าเชื่อเพราะเขาทำตาม ๆ กันมา อย่าเชื่อเพราะเป็นครูบาอาจารย์หรือคนที่เราเคารพเพราะเขาอาจจจะพูดผิดก็ได้ อย่าเชื่อเพราะฟังดูแล้วมีเหตุมีผลเพราะเขาอาจจะหลอกเราก็ได้ อย่าเชื่อเพราะว่ามันเหมือนกับที่เราคิดไว้เลยเพราะเราก็อาจจะคิดผิดได้เช่นเดียวกัน

7) อย่าปักใจเชื่อว่าข้อมูลที่ได้รับมา ณ ปัจจุบันนี้จะต้องเป็นจริงไปตลอดกาลเพราะเมื่อมีเหตุและปัจจัยใหม่ ๆ ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้เช่น มีข้อมูลใหม่มาหักล้างข้อมูลเดิมหรือข้อมูลเดิมอาจจะล้าสมัยไปแล้วใช้ไม่ได้ เป็นต้น

12. มีความใจจดใจจ่อ

การจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจะเป็นการฝึกจิตให้เป็นสมาธิและมีพลัง เมื่อจิตมีพลังจึงจะสามารถสานความฝันให้เป็นจริงได้ นอกจากนั้น การทำงานทีละอย่างยังเป็นการฝึกนิสัยอดทนอดกลั้น ไม่ทำตามใจตัวเอง สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกจนเป็นนิสัยต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าว่อกแว่กทำงานทีละอย่าง และต้องรู้จักเลือกทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์และสำคัญในชีวิต การจะสร้างนิสัยใหม่ได้จะต้องตระหนักถึงข้อเสียของนิสัยเดิมและเห็นข้อดีของนิสัยใหม่เสียก่อนเช่น การทำงานหลายอย่างจะจับจด ไม่สำเร็จสักอย่าง จิตก็เป็นกังวล เครียด ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่มีผลงานนิดเดียวสุขภาพก็เสื่อมโทรม แต่ถ้าทำทีละอย่างงานจะมีคุณภาพเมื่อได้รับคำชมก็จะมีกำลังใจที่จะผลิตผลงานดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เป็นต้น คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีกรอบความคิดที่ถูกต้องและหมั่นปฏิบัติตามแนวคิดนั้นอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย


13. มีความสามัคคี

ความสามัคคีในกลุ่มอภิจิตเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งเพราะคนที่มีความมุ่งมั่น มีความใจจดใจจ่อ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันเมื่อร่วมพลังกายพลังใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจะเกิดพลังที่จะสร้างสิ่งที่หวังไว้ให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน แต่คนส่วนใหญที่มาร่วมทีมกันแล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีนิวรณ์ 5 เป็นตัวขัดขวางอันได้แก่ ความอิจฉาริษยา ความโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาท ความเบื่อหน่ายไม่กระตือรือร้น ความลังเลสงสัยโลภมาก และความอยากมีอยากเป็นชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน ดังนั้น การจะดึงคนมาร่วมทีมจะต้องเลือกคนที่มีคุณภาพจิตดีเพื่อจะได้ไม่เป็นตัวบั่นทอนกำลังกายและกำลังใจของคนภายในกลุ่ม


14. ไม่กลัวความล้มเหลว

ปัญหาและอุปสรรคเป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญและเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหมด จงมองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาและคิดเสียว่ามันเป็นเหมือนบททดสอบความเข้มแข็งและความกล้าหาญหากเราผ่านพ้นไปได้เราจึงจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เปรียบได้กับว่าวจะลอยสูงได้ก็ต้องปะทะกับลมพายุที่รุนแรง ถ้าว่าวนั้นสามารถประคับประคองจนผ่านวิกฤตไปได้ว่าวนั้นจะลอยสูงเทียมฟ้า ปัญหา อุปสรรค และความล้มเหลวในชีวิตจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น และฉลาดขึ้นทุกวัน ๆ และยังเป็นการฝึกจิตให้อยู่ได้ในทุกสภาวะ คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันถูกต้องและจะพยายามทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าความฝันที่วาดไว้จะเป็นจริง


15. มีใจกว้าง

ได้แก่

1) รู้จักให้วัตถุและน้ำใจไมตรีตามสมควรโดยที่เราไม่เดือดร้อนและไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ

2) รู้จักให้อภัยต่อคนที่ทำให้เราโกรธเกลียดหรือคนที่เอาเปรียบเราเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพจิตใจให้สูงขึ้น นอกจากนั้น จะต้องรู้จักให้อภัยตนเองด้วยเมื่อทำผิดพลาดไปแล้วมันย้อนเวลากลับไปไม่ได้ก็ไม่ควรจมอยู่กับอดีต ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทำผิดก็แก้ไขและศึกษาข้อผิดพลาดไว้เป็นบทเรียนจะได้ไม่ทำผิดซ้ำ

3) เปิดรับความคิดใหม่ ๆ จะเป็นการสร้างพลังชีวิตทำให้เราสามารถอยู่ได้กับทุกคนในทุกสถาวะ แต่เราจะรู้และเลือกว่าใครคือบุคคลที่เราควรจะเลือกคบ


16. ท่านทำได้ถ้าท่านคิดว่าท่านทำได้

Ref:http://www.drboonchai.com/

Monday, February 26, 2007

Delayed gratification

Deferred gratification

Deferred gratification or delayed gratification (as an aspect of
emotional intelligence) is the ability of a person to wait for things they want. This trait is arguably critical for life success. Those who lack this trait are said by some to need instant gratification and suffer from poor impulse control.
It has also been said that those with poor impulse control suffer from "weak ego boundaries"; the term comes from
Sigmund Freud's theory of personality where the id is the pleasure principle, the superego is the morality or parent principle, and the ego is the reality principle. The ego's job is to satisfy the needs of the id while being conscientious of other people's needs. This is why people who are impulsive are said to have "weak ego boundaries".

Experiments

The marshmallow experiment is a famous test of this concept discussed by
Daniel Goleman, an American psychologist, in his popular work. In the 1960s a group of four-year olds were tested by being given a marshmallow and promised another, if they could wait 20 minutes before eating the first one. Some children could wait and others could not. The researchers then followed the progress of each child into adolescence, and demonstrated that those with the ability to wait were better adjusted and more dependable (determined via surveys of their parents and teachers), and scored an average of 210 points higher on the Scholastic Aptitude Test.

References
Shoda, Y., Mischel, W., Peake, P. K. "Predicting adolescent cognitive and self-regulatory competencies from preschool delay of gratification: Identifying diagnostic conditions". Dev. Psychol. 26(6), 978–86, Nov. 1990.

See also
Gratification

Sunday, February 25, 2007

How to Build the Green Way

Not quite sure where I got this from??? I found it on my destop.

Green buildings have less negative impact on environment than standard buildings.
In 2000, U.S Green Building Council (USGBC) started LEED (Leadership in Energy and Environmental Design).

Following are 10 rules for Green development

Rule 1: Focus on the big picture
Integrating green principles into building’s planning and design from the start, appointing the right people.

Rule 2:Choose a sustainable site
Cannot be constructed on prime farm land, parkland, historic site or endangered habitat of a species. Ideal location would be vacant lots, redevelopment sites like rail yards etc.

Rule 3:Do the Math
Apply a cost /benefit analysis before allocating funding.

Rule 4:Make the site plan work for you
Reduce the amount of roads, parking lots, reduce grading and earthwork, limit erosion. Easy access to public transportation.

Rule 5:Landscape for Savings
Minimizing heat islands, green roof, drought tolerant plants.

Rule 6:Design for greater green
Maximize of day lighting, Operable windows and skylights enable natural ventilation.

Rule 7:Take advantage of Technology
Help conserve and even generate energy. Install motion sensitive lighting sensors and individual climate controls in offices, workstations. Highly efficient HVAC systems that do not use chloro floro carbons. Though it will take long time before we get back the investment cost, in part through lower operating costs, increased productivity, longer employee retention and less sick time.

Rule 8: Save and manage water
Water conserving irrigation systems, waterless urinals, recycled water for landscape.

Rule 9: Use alternative materials
Low emission paints, strawboard made out of wheat.

Rule 10:Construct green
Construction process control, recycle waste, recycle at least 50% of its waste


บริหารสู่ความเป็นเลิศด้วยพลังสมองด้านขวา

บทความที่นำเสนอสรุปจากหนังสือเรื่อง A Whole New Mind แต่งโดย Daniel Pink ว่าด้วยวิธีคิดแบบคนเหนือคน ที่จะทำให้เรามีความสุข ประสบความสำเร็จ และเป็นที่เคารพรักของคนรอบข้าง
โดยผู้แต่งเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยการทำงานของสมองข้างขวาที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างมโนภาพ และการมีคุณธรรม โดยหลักการในการสร้างความสำเร็จดังกล่าวมีใจความสำคัญ ดังนี้


หลักสำคัญ 6 ประการ ได้แก่

1) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Design)

สามารถออกแบบนวัตกรรมหรือสินค้าใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด โดยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั้นจะเกิดขึ้นจากการตั้งคำถามต่าง ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เช่น สินค้าของเราแพงไปหรือไม่ ใช้สะดวกหรือไม่ รูปลักษณ์น่าใช้หรือไม่ หรือใช้แล้วคุ้มหรือเปล่า เป็นต้น คำถามเหล่านี้จะต้องเกิดจากความรู้สึกที่ว่าถ้าเราเป็นลูกค้า เราจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งเป็นการทำงานของสมองข้างขวานั่นเอง

2) เป็นนักเล่าเรื่อง (Story)

การจะเป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมี พูดแล้วมีคนฟัง เป็นที่น่าจดจำ และมีคนนำไปปฏิบัติตาม จะต้องรู้จักถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ โดยการผูกเป็นเรื่องราว ให้น่าติดตาม น่าสนใจ และเข้าใจง่าย โดยการเล่าควรเล่าสั้น ๆ มีการขมวดมุมให้ผู้ฟังได้คิดตาม และที่สำคัญจะต้องกระตุ้นอารมณ์ของผู้ฟังให้รู้สึกคล้อยตามในสิ่งที่เราพูด ตระหนักถึงความสำคัญในสิ่งที่เราพูด และนำไปปฏิบัติตามทันที ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการทำงานของสมองข้างขวา โดยผู้พูดจะต้องสร้างมโนภาพก่อนที่จะเล่าเรื่องนั่นเองผสม

3) ผสานสิ่งที่แตกต่างให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี (Symphony)

ในกรณีที่ผู้ร่วมงานไม่ลงรอยกัน หรือมีความสามารถแตกต่างกัน แต่จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ผู้นำที่เก่งจริงจะต้องมองข้ามคำว่า "เป็นไปไม่ได้" และสามารถผสมผสานสิ่งที่แตกต่างให้เกิดความลงตัว มีความขัดแย้งกันน้อยที่สุด มีความไว้วางใจ และเต็มใจที่จะให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นทีมเวิร์คขึ้นในองค์กร นอกจากนั้น ผู้นำจะต้องรู้จักคิดนอกกรอบ นอกกฏเกณฑ์ หรือนอกตำราบ้าง เพื่อสร้างความคิดริเริ่มใหม่ ๆ เพื่อผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

4) เข้าไปนั่งในจิตใจของผู้อื่น (Empathy)

การเอาใจเขามาใส่ใจเราสามารถทำได้โดยการสร้างมโนภาพว่า ถ้าเราเป็นอีกฝ่าย ทำไมเราจึงแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมา เพราะเหตุใด เมื่อเราเข้าใจอีกฝ่ายจะทำให้เราเห็นอกเห็นใจคน ๆ นั้นไปโดยปริยาย ดังนั้น ผู้นำที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ เป็นที่น่าเคารพรักและศรัทธาจากบุคคลรอบข้าง จะต้องมีความเข้าอกเข้าใจลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน และลูกค้า เป็นต้น

5) มีความสุขในการทำงาน (Play)

การจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ลูกน้องรักใคร่ปรองดอง และมีความกระตือรือร้นในการทำงาน ผู้นำจะต้องสร้างความรัก ความพอใจในงาน ให้เกิดขึ้นในจิตใจของลูกน้อง และในจิตใจของตนเองให้ได้เสียก่อน การสร้างฉันทะในการทำงานทำได้โดยการบอกตนเองเสมอว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตรงหน้านี้เป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ เมื่อคิดได้เช่นนี้เราจะไม่เหนื่อยกับการทำงานเลย เราจะทำงานด้วยความเต็มใจ และมีความหวังอยู่ตลอดเวลา

6) มีคำนิยามให้กับชีวิตของตัวเอง (Meaning)

คนจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีนิยามให้กับชีวิตของตัวเองเสียก่อน โดยการตั้งคำถามกับตนเองว่า ชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร เราต้องการชีวิตแบบไหน ที่ผ่านมาเราเคยมีความสุขที่แท้จริงบ้างหรือเปล่า เราเคยทำประโยชน์อะไรให้กับสังคม หรือประเทศชาติบ้างหรือไม่ และเมื่อเราจากโลกนี้ไปเราอยากให้คนข้างหลังจดจำเราได้ในภาพลักษณ์แบบใด เป็นต้น

Ref. http://www.drboonchai.com/
JACK WELCH : สุดยอด CEO ระดับโลก
บทความที่นำเสนอมาจากหนังสือเรื่อง Control Your Destiny or Someone Else Will แต่งโดย Noel Tichy และ Stratford Sherman ว่าด้วยเรื่องประวัติความเป็นมาของแจ็ค เวลช์ (Jack Welch) ทั้งชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานที่ทำให้เขาพลิกผันตนเองจนกลายเป็นผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลก
คือ บริษัท จี อี และกลายเป็นCEO ที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่ในสมัยเด็ก แจ๊ค เวลช์ เคยเป็นคนที่พูดติดอ่างเสียด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเขามีคุณแม่ที่คอยให้กำลังใจตลอดเวลา คุณแม่ของเขาสอนว่า การที่เขาพูดติดอ่างเป็นเพราะว่า เขามีระบบความคิดที่พิเศษกว่าคนปกติและรวดเร็วเกินกว่าที่เขาจะพูดได้ทัน นอกจากจะมีคุณแม่คอยให้กำลังใจและปลูกฝังให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีมาตั้งแต่เด็กแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลให้แจ็ค เวลช์ สามารถก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดได้มีดังต่อไปนี้

1. กฎทองคำ 6 ประการที่ทำให้แจ๊ค เวลช์ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่

1)จงกำหนดชะตาชีวิตของท่าน มิฉะนั้นคนอื่นจะเป็นผู้มาบงการชีวิตของคุณ (Control your destiny ,or someone else will)
ควรกำหนดเป้าหมายชีวิตของตนเองให้ชัดเจนและแน่นอน เพราะถ้าตัวเราเองยังไม่รู้ว่าเรากำลังจะเดินไปทิศทางไหนแล้วนั้น จะทำให้เราไขว้เขวไปกับการท้วงติงและการตำหนิเตียนจากคนรอบข้าง หรือในทางกลับกัน ถึงแม้มีโอกาสต่าง ๆ มารออยู่ข้างหน้าเราก็จะไม่เห็นความสำคัญ และปล่อยให้โอกาสเหล่านั้นหลุดลอยไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเราไม่รู้ว่าเรากำลังทำสิ่งใด เพื่ออะไร และเรากำลังอยู่ตรงจุดไหนของแผนที่ชีวิต นอกจากนั้น เมื่อเรามีเป้าหมายแล้วหากประสบกับอุปสรรคต่าง ๆ เราจะต้องไม่โทษผู้อื่นเพราะชีวิตนี้เป็นของเรา จะสุขหรือทุกข์เราจะต้องรับผิดชอบเอง สิ่งนี้จึงจะแสดงว่าเราเป็นผู้มีวุฒิภาวะ และสามารถกำหนดชะตาชีวิตของเราได้เองอย่างแท้จริง

2)จงมองความจริงตรงตามความเป็นจริง มิใช่ความเป็นจริงที่มันเคยเป็นมาแล้วในอดีต หรือความเป็นจริงที่คุณอยากให้มันเป็น (Live with the present reality as it is, not the kind of reality that used to be in the past or the reality that you want it to be)
คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงทุกรูปแบบทั้งสมหวังและผิดหวัง และจะต้องอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่ยึดติดกับเรื่องในอดีตหรือเพ้อฝันไปกับสิ่งที่เราคิดเข้าข้างตัวเองและอยากให้มันเป็น เพราะการที่เราอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันจะทำให้เราเห็นเหตุและปัจจัยใหม่ ๆ ที่เข้ามาและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้เป็นจริง

3)หากจะโน้มน้าวจิตใจคนไม่ควรใช้วิธีการบังคับขืนใจ แต่ควรเสนอมุมมองที่แตกต่างเพื่อกระตุ้นเตือนให้อีกฝ่ายได้คิด ซึ่งมุมมองเหล่านั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของผลดีหรือผลเสียที่อีกฝ่ายจะได้รับ
ตัวอย่างเช่น อธิบายให้อีกฝ่ายเห็นโทษของการเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากการกินอาหารที่มีรสหวานจัดจนเกินไป แทนที่จะไปบังคับขู่เข็ญหรือว่ากล่าว เป็นต้น

4)จงมีความจริงใจและมีความตรงไปตรงมาต่อตนเองและผู้อื่น (Integrity)
การแสดงความตรงไปตรงมาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ไม่มุทะลุดุดันหรือพูดจาเป็นขวานผ่าซาก และปากกับใจต้องตรงกัน ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด และถ้าจะพูดหรือแสดงออกจะต้องออกมาจากความรู้สึกไม่ใช่จากความคิด (Speak from your heart, not from your head)

5)อย่าเปลี่ยนจุดยืนของตนเองโดยเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น
หลังจากที่เราคิดทบทวนทุกอย่างอย่างรอบคอบแล้ว เราจะต้องมุ่งมั่นทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จเป็นรูปธรรมให้จงได้ แต่ในระหว่างที่ดำเนินการ หากมีความคิดใหม่ ๆ เข้ามา เราต้องรับฟังและนำมาขบคิดพิจารณาว่าสิ่งใดที่แตกต่างไปจากที่เราเข้าใจหรือไม่ หรือมุมมองใหม่นั้น มีเหตุมีผลพอที่จะหักล้างในสิ่งที่เราเชื่อหรือไม่ หรือมีสิ่งใดที่จะช่วยส่งเสริมให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วมากขึ้นหรือเปล่า

6)จงอย่าสู้หรือแข่งขันในสมรภูมิที่เราเสียเปรียบ
ก่อนอื่นเราต้องศึกษาจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเราหรือสินค้าของเราอย่างถ่องแท้เสียก่อน นอกจากนั้น ในตลอดสามปีที่ผ่านมาบริษัทคู่แข่งของเราผลิตสินค้าหรือดำเนินนโยบายใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหรือบริษัทของเราบ้างหรือไม่ และตัวเราเตรียมรับมือกับคู่แข่งอย่างไร และทำอะไรไปบ้างที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตลาดหรือต่อคู่แข่ง และที่สำคัญคือ เราต้องคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ในอีกสามปีคู่แข่งน่าจะทำอะไรบ้าง และเราจะเตรียมทำอะไรสำหรับการแข่งขันในอนาคต เป็นต้น

2.วิธีการบริหารเพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร

วิธีการบริหารของแจ็ค เวลช์ เหมาะกับองค์กรใหญ่ ๆ ที่พนักงานไม่มีความกระตือรือร้น ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม มีการเล่นเส้นเล่นสาย และมีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า เป็นต้น วิธีการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาองค์กร มีดังนี้

1)สร้างความปริวิตกและหวาดกลัวให้กับพนักงานทุกคน
แจ็ค เวลช์ บอกพนักงานทุกคนว่า หากทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้กับองค์กรได้แล้ว คุณอาจจะถูกปลดออกได้ทุกเวลา และที่สำคัญ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับนโยบายของจีอีแล้ว คุณก็ไม่สมควรที่จะทำงานกับจีอีอีกต่อไป อาจจะดูรุนแรงและโหดร้าย แต่แจ็ค เวลช์ให้เหตุผลว่า เขาทำทุกอย่างเพื่อจีอี และเขามีความยุติธรรมพอ ที่จะให้การเลื่อนขั้นตามความสามารถของพนักงาน และเขามีความเชื่อที่ว่า ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเข้ามาทำงานกับองค์กร รับเงินเดือนจากองค์กร แต่ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กรหรือตั้งใจทำงานก็ถือได้ว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำงานร่วมกันอีกต่อไป และถึงแม้ว่า พนักงานคนนั้นจะมีความสามารถสักเพียงใด แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับนโยบายขององค์กรก็ต้องปลดออก
แจ็ค เวลช์ มีวิธีการกำจัดพนักงานที่หัวแข็งและทำงานมานานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยการจ้างพนักงานรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความสามารถมาทำงานเพื่อท้าทายความสามารถของพนักงานหน้าเดิม จนพนักงานรุ่นเก่าเหล่านั้นอึดอัดและยอมลาออกไปเอง อาจจะดูไร้ความปรานีแต่ทุกอย่างตั้งอยู่บนความยุติธรรม และบนพื้นฐานของความเป็นจริง คนเก่งมีผลงานย่อมได้รับการเลื่อนขั้นตามความเป็นจริง ไม่มีการเล่นเส้นสายใด ๆ หรือถ้ายังไม่ยอมลาออก แจ็ค เวลช์ จะสั่งให้ย้ายไปทำงานประเภทที่น่าเบื่อ จนต้องยอมลาออกไปเอง แต่ถ้ายังไม่ยอมลาออกอีก หรือมีพวกพ้องมากมายทำให้สั่งย้ายลำบาก แจ็ค เวลช์ ก็จะใช้วิธีตั้งเป้าหมายงานให้สูง ทำได้ยาก จนหมดแรงและลาออกไปเองในที่สุด

2)สร้างวิสัยทัศน์ใหม่ให้กับองค์กร
สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่บอกพนักงานทุกคนว่า องค์กรต้องการอะไร และกำลังมุ่งไปสู่จุดไหน เมื่อไหร่ อย่างไร พนักงานทุกคนจะต้องทำงานรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแยกกรมกองหรือแผนกอีกต่อไป ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะต้องได้รับการเสนอจากระดับล่างสู่ระดับบนอย่างไม่มีข้อยกเว้น และหากหัวหน้าคนใดพยายามที่จะสกัดกั้นลูกน้องไม่ให้แสดงออกหรือแย่งผลงานลูกน้องไปเสนอเสียเอง จะต้องถูกปลดออกทันที นอกจากนั้น พนักงานคนใดที่ได้รับมอบหมายงานไปแล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่รับปากได้ จะไม่ได้รับการเลื่อนขั้นหรืออาจจะต้องถูกลดตำแหน่งลงตามความเหมาะสม

3)ยกเลิกการผลิตสินค้าที่จีอีไม่สามารถครองตลาดได้เป็นอันดับหนึ่งหรือสองออกทั้งหมด
เพื่อปรับองค์กรให้เล็กลงและมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น สินค้าใดที่ไม่ทำกำไร หรือมีกำไรแนวโน้มที่จะลดลงอีกในอนาคตก็ให้ตัดออกเสีย เมื่อคนในองค์กรมีจำนวนน้อยลง ไม่มีการทำงานซ้ำซ้อน ทุกคนมีงานต้องทำ พนักงานก็จะมีความตื่นตัวและกระตือรือร้น ขยันทำงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สินค้าของ จีอี ติดตลาดมาจนถึงทุกวันนี้ คือ แจ็ค เวลช์ จะเน้นที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ในที่นี้คือการรู้ซึ้งถึงความต้องการของลูกค้าว่าต้องการสินค้าแบบใด เพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนองตอบต่อความต้องการตรงจุดไหน และสินค้าจะต้องมีความทันสมัยตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

3.ทักษะ 4 ประการที่ แจ็ค เวลช์ ปลูกฝังให้กับพนักงานที่จะก้าวขึ้นมาสู่ระดับผู้บริหาร

1)มีทักษะในการสื่อความ

พูดจาชัดเจน ตรงประเด็น และพูดเพื่อความสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย เน้นผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักและมีความยุติธรรม

2)ทักษะในการทำงานเป็นทีม
สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

3)ทักษะในการบริหาร

ทำงานอย่างรวดเร็ว เรียบง่าย และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกน้องได้ว่า ตนสามารถนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

4)ทักษะในการฟัง
ฟังมากกว่าพูด และถ้าจะต้องพูดให้ "พูดทีละคำ ฟังทีละเสียง"

การจัดความสำคัญก่อนหลัง เพื่อความสำเร็จในชีวิต

การรับมือกับโลกยุคปัจจุบันที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการบริหารชีวิต และการบริหารเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆที่ดูเหมือนว่ามีความสำคัญเท่าๆ กันไปหมดทุกเรื่อง การบริหารเวลาให้ถูกต้องมิใช่เรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือมิใช้เพียงการเน้นความสามารถในการตอบโต้มากขึ้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างสมดุลให้กับความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ 4 อย่าง นอกจากนั้นหากขาดวิจารณญาณที่ดี (Intuitive wisdom) ก็ไม่สามารถบริหารเวลาให้สมดุลได้ตามต้องการ

ความต้องการพื้นฐาน 4 อย่าง ของมนุษย์
• ปัจจัย 4 (Physical need) ประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค รวมถึงความแข็งแรงทางกายและทางใจ
• ความต้องการทางสังคม (Social need) คือความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี ที่อบอุ่นกับคนรอบข้าง หากความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไม่ดีจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆลดลง
• ความต้องการทางจิตใจ (Mental need) คือความต้องการความสงบทางใจ
• ความต้องการทางจิตวิญญาณ (Spiritual need) คือความต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการสร้างอะไรบางอย่างเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อไป
ความต้องการทั้ง 4 อย่าง จะต้องมีความสมดุลกัน จึงจะเกิดพลังชีวิตที่จะทำสิ่งต่างๆอย่างมีความสุข และไม่เกิดความย่อท้อหรือเบื่อหน่าย

การจัดความสำคัญก่อนหลัง เพื่อความสำเร็จในชีวิต
การบริหารเวลา หรือการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการทำสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องของการใช้วิจารณญาณในการรู้แล้วเลือก ดังนั้นการมีวิจารณญาณที่ดีจะช่วยให้เราสามารถเลือกทำสิ่งต่างๆได้อย่างสมดุล
วิจารณญาณในการรู้แล้วเลือกที่ดีประกอบด้วยปัจจัย 4 อย่าง คือ
• Self-awareness หรือการรู้จักตัวเอง คือรู้ว่าตัวเราเองเป็นเช่นไร คิดอะไรอยู่ อยู่ในอิริยาบถไหน และมีอารมณ์กับความรู้สึกต่างๆในแต่ละขณะเป็นอย่างไร รวมทั้งรู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร และรู้ว่าเราชอบอะไร มีความถนัดทางด้านไหน
• Conscience คือหิริโอตตัปปะ หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่อยู่ภายในจิตสำนึก โดยรู้ได้จากเสียงที่อยู่ภายในตัวเรา (Inner voice) ที่จะเกิดขึ้นเมื่อจิตใจค่อนข้างสงบและมีแต่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
• Independent will คือการมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ สามารถเลือกและตัดสินใจสิ่งต่างๆด้วยตนเอง จะเกิดขึ้นได้ต้องหัดตั้งเป้าหมายในชีวิตและต้องทำให้ได้ หัดรักษาคำสัญญาต่อตนเองและผู้อื่น และอย่าให้อารมณ์มีความสำคัญกว่าสิ่งที่ทำอยู่
• Creative imagination คือการมีจินตนาการที่กว้างไกล คนที่จะมีจินตนาการได้จะต้องมีความสามารถที่จะมองเห็นภาพจากภายในใจได้ และต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และกล้ายอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างได้

รากฐานที่สำคัญของการมีชีวิต 4 ประการ
• To live คือการมีชีวิตที่สอดคล้องกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สอดคล้องกับเข็มทิศที่ติดตัวมาแต่เกิด หรือศักยภาพสูงสุดที่คนอื่นจะมีไม่เหมือนเรา ตราบใดที่ยังไปไม่ถึงจุดหมายมที่เข็มทิศของชีวิตชี้ไว้ชีวิตเราก็จะไม่มีความสุข
• To love คือการใช้ชีวิตอย่างเผื่อแผ่ และเอื้ออาทรต่อผู้อื่น เพื่อความร่มเย็นและความสงบสุขในสังคม
• To learn คือการเรียนรู้จากการกระทำและการใช้ชีวิตของตัวเองในแต่ละวัน เพื่อให้มีการยกระดับคุณภาพของจิต และคุณภาพของชีวิตให้ดีขึ้นทุกวัน
• To leave a legacy คือการที่เราได้สร้างประโยชน์เพื่อสังคมและคนรุ่นต่อไป
การบริหารเวลา หรือการบริหารชีวิต จำเป็นต้องมีความสมดุลในทุกๆด้าน มิฉะนั้นทุกอย่างจะจบลงที่ความเครียด และความล้มเหลวในด้านต่างๆ

Wednesday, February 21, 2007

Genious Ways

กลไกสมองของอัจฉริยะบุรุษ

ในอดีต เราเชื่อว่าความฉลาดเฉลียวแบบอัจฉริยะหรือคนที่เป็น Genious นั้น เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดโดยgene หรือพันธุกรรม หรือไม่ ก็โครงสร้างที่ไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสมองและความเป็นอัจฉริยะจำนวนมากทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ ผู้รู้ และนักจิตวิทยาชั้นนำของโลกสรุปว่าสติปัญญาระดับอัจฉริยะถูกกำหนดด้วย meme มากกว่า gene หรือพันธุกรรม

meme ที่ว่านี้ก็คือ ระบบและนิสัยการคิดที่เราใช้เป็นประจำนั่นเอง งานวิจัยเกี่ยวกับ meme ของบรรดาอัจฉริยะของโลกนับร้อยคน ไม่ว่าจะเป็นโสเครติส เซอร์ไอแซค นิวตัน โทมัส เจฟเฟอร์สัน โทมัส เอดิสัน ไล่มาจนถึงไอน์สไตน์ แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้มีระบบการทำงานของสมองและมีวิธีคิดร่วมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งระบบวิธีคิดเหล่านี้ คนธรรมดา ๆ สามัญสามารถลอกเลียนแบบได้

ระบบวิธีคิดร่วมของบรรดา Genious

1. การคิดเป็นภาพ
คนเราเวลาคิด จะมีพฤติกรรมอย่างน้อย 2 แบบ คือคิดแบบเป็นเสียงดังอยู่ภายใน และการคิดแบบเห็นภาพ คนธรรมดา ๆ จะมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คนที่มี IQ สูงทั้งหลายมักจะเป็นคนประเภทคิดแล้วสามารถเห็นภาพตามไปด้วยพร้อมกัน ทำให้สามารถสร้างภาพต่าง ๆ ขึ้นในใจได้ตามที่ตนต้องการ มีรายละเอียด สีสัน มิติชัดเจนแทบจะเหมือนของจริง การคิดเป็นภาพ เป็นการทำงานของสมองซีกขวา ท่านที่คุ้นเคยกับเรื่องการทำงานของสมองคงจะพอทราบมาบ้างแล้วว่า มนุษย์แต่ละคน เน้นหนักการใช้สมองแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน บางคนเน้นใช้สมองซีกซ้าย บางคนเน้นสมองซีกขวา สมองซีกซ้าย ทำหน้าที่คิดตามข้อมูล หลักตรรกะเหตุผลที่เราได้เรียนรู้มาส่วนสมองซีกขวาทำหน้าที่สร้างภาพ รับรู้อารมณ์ และความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับจินตนาการ การหยั่งรู้เองตามธรรมชาติ (intuition) คนที่เป็น genious ทั้งหลายคือนอกจากจะมีสมองข้างซ้ายใช้การได้ดีอยู่แล้ว ก็มักมีสมองข้างขวาที่ได้รับการพัฒนาสูงมากกว่าคนธรรมดา ๆ ด้วย กลับมาที่เรื่องการคิดเป็นภาพ ประโยชน์อนันต์ของการสามารถคิดเป็นภาพก็คือ ความสามารถที่จะรับรู้ข้อมูลที่ sub-conscious mind ส่งมาให้เราได้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า sub-conscious mind หรือจิตใต้สำนึกของเราคือ genious ตัวจริงภายในตัวมนุษย์ทุกคน sub-conscious mind ของเรา ที่จริงก็คือคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงยอดเยี่ยมซึ่งเก็บข้อมูลทุกเรื่องที่ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเราเอาไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าไรแล้วก็ตาม sub-conscious mind ยังรู้ข้อมูลทุกอย่างกับตัวเราไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ระบบการทำงานภายในร่างกายและระบบวิธีคิดของเรา แต่โดยปรกติเราจะไม่รู้วิธีสื่อสารเพื่อดึงข้อมูลจากจิตใต้สำนึกมาใช้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า จิตใต้สำนึกของเรามักจะสื่อสารกับเรา ตลอดทั้งวัน แต่สื่อสารเป็นภาพ (image) จะเป็นภาพที่ปรากฏในความฝัน หรือภาพที่แว่บเข้ามาในใจชั่วครู่เดียว แต่จะมีเฉพาะคนที่คุ้นเคยกับคิดเป็นภาพ และการเห็นภาพแสงสีเสียงในใจชัดเจนเท่านั้น ที่จะสามารถจับภาพข้อมูลที่จิตใต้สำนึกส่งมาให้เราอยู่ตลอดเวลาได้ จะเห็นได้ว่านักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์คิดค้น มักจะเล่าว่าตนเองจะเห็นภาพสิ่งที่ตนเองต้องการคิด หรือจะประดิษฐ์ล่วงหน้าแล้วในใจด้วยตาใน แล้วค่อยย้อนไปทดสอบว่าการค้นคว้าหรือสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นจะใช้การได้หรือไม่

2. การคิดแบบ synesthetic
นอกจากการสร้างภาพแล้ว คน genious ทั้งหลายในโลก มักจะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า synesthetic หรือการที่เวลาคิดเห็นภาพอะไรในใจใดแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต จะสามารถ activate ให้ประสาทส่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ พร้อมกันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หากคน ๆ นั้นนึกถึงภาพชายทะเลอยู่ในใจ จมูกก็จะได้กลิ่นคาวเกลือพร้อมกลิ่นดอกไม้หลายชนิดที่ปลูกอยู่ริมทะเลพร้อมกัน ผิวก็จะรู้สึกทันทีว่าลมทะเลตอนนั้นพัดอย่างนุ่มนวล หรือพัดกระหน่ำ ส่วนหูจะได้ยินเสียงคลื่นลมความรู้สึกภายในใจก็จะบอกเราว่าด้วยว่า เป็นบรรยากาศที่นุ่มนวล หรืออากาศขณะนั้นหนัก ๆ เพราะมีความชื้นมากเกินไป นอกจากนี้ ตาในก็จะเห็นรายละเอียดที่อยู่ในภาพทะเลนั้นมีสีสรรอย่างชัดเจนพร้อมกันไป การมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเช่นนี้ ผนวกกับการสร้างภาพทำให้นักประดิษฐ์ นักคิด นักเขียน และนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างสรรค์งานขึ้นมาจากจินตนาการได้อย่างแม่นยำ ชัดเจน สามารถทำการทดลองต่าง ๆ ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแก้ไขสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ในใจแก้ไขสมการยาก ๆ ในใจได้หมด การมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคม ยังทำให้คนเรามีวิจารณญาณที่ดี ไม่ต้องลองผิดลองถูกมากนักในชีวิต เพราะทำให้เรารู้ในทันทีว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร โดยความรู้สึกเป็นตัวบอก สมมุติมีคน 2 คน ต้องการจะเลือกแบบบ้านที่จะสร้าง คนที่มีประสาทสัมผัสเฉียบคมมองแบบบ้าน 10 แบบ จะตัดสินใจได้ว่าบ้านหลังอาจจะเลือกได้เลยและขอไปดูบ้านตัวอย่างแค่หลังเดียวก็พอ แต่อีกคนอาจจะต้องขอลองไปดูบ้านตัวอย่างให้ครบทั้ง 10 หลัง เพราะไม่สามารถสร้างจินตนาการจากรูปบ้านที่เห็นได้ ว่าของจริงน่าจะเป็นอย่างไร เราจะชอบหรือไม่ การฝึกสร้างภาพ ท่านที่ต้องการฝึกฝนความสามารถในการสร้าง image ต่าง ๆ ในใจ สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการหัดเขียนบรรยายภาพที่เราเคยเห็นพร้อม ความรู้สึก และอารมณ์ในขณะนั้นบ่อย ๆ แต่ trick ก็คือ จะต้องอธิบายให้ละเอียดเหมือนเรากลับไปอยู่ในสถานการณ์ตรงนั้นจริง ๆ นอกจากนี้ การอธิบายต้องครอบคลุมถึงข้อมูลที่ได้จากประสาทสัมผัสทั้งห้าด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้านึกถึงภาพวันรับปริญญา ก็ต้องเห็นตนเองว่าอยู่ในชุดอะไร ทรงผมแบบไหน รู้สึกถึงอุณหภูมิของอากาศในวันนั้น รู้สึกว่าแสงแดดในวันนั้นตอนออกไปถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ร้อนแรงเพียงใด นอกจากนี้ก็ต้องเห็นแววตา และสีหน้าของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง แต่บางคนอาจพยายามนึกต่อไปด้วยว่าแต่ละคนแต่งตัวอย่างไร และในวันนั้นเราเองมีความรู้สึกภายในใจอย่างไร ปลาบปลื้มปีติ หรือเป็นกังวลเพราะตื่นเต้นว่าจะทำอะไรพลาดตอนรับพระราชทานปริญญา ต้องอธิบายให้ละเอียดราวกับเขียนนิยาย ประโยชน์ของการเขียน คือทุกครั้งที่เราบันทึกสิ่งที่เราเห็นและรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า เราจะต้องปลุกประสาทสัมผัสทั้งห้าให้ขึ้นมาทำงาน ทำบ่อย ๆ ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราก็จะละเอียดมากขึ้น ไวมากขึ้นทุกที

3. การบันทึกความคิดที่แว่บเข้ามาในสมอง
บรรดา genious ทั้งหลาย จะมีเรื่องเล่าคล้อย ๆ กันว่า จะได้ยินเสียง หรือมีความคิดดี ๆ แว่บเข้ามาในใจ ในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความคิดที่แว่บเข้ามา และพวกเขาก็จะรีบบันทึกเรื่องราวหรือความคิดเหล่านั้นลงเป็นตัวอักษรทันทีเพราะความคิดที่ sub-conscious สื่อสารมาให้เหล่านี้ ก็เหมือนความฝัน ซึ่งถ้าไม่รีบตื่นมาจดเอาไว้ ไม่ช้าก็จะเลือนหายไป และไม่สามารถเรียกคืนมาได้ เพราะความคิด ความฝันเหล่านี้ ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในสมองส่วนที่เราใช้งานอยู่ทุกวัน นอกจากการบันทึกความคิดที่ผ่านเข้ามาโดยบังเอิญแล้วบรรดาอัจฉริยะทั้งหลายยังชอบบันทึก feed back หรือความรู้สึกของตนที่มีต่อสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น เช่น เวลาอ่านหนังสือแล้วมีข้อสงสัยความคิดขัดแย้ง ข้อวิพากษ์วิจารณ์ ก็จะรีบเขียนบันทึกไว้เดี๋ยวนั้น ตอนนั้น อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า บันทึกสิ่งที่เป็น first impression หรือความรู้สึกแรกของเราเกี่ยวกับเรื่องนั้นโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ประโยชน์ของการทำเช่นนี้ คือ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก sub-conscious mind ของเรา ซึ่งมักจะเป็นความรู้หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ยิ่ง

4. คำถาม หรือการมี Inquisitive mind
Genious ส่วนใหญ่ จะเป็นมนุษย์เจ้าปัญญา ขี้สงสัย ไม่ค่อยยอมรับความเชื่อ ความคิดของคนอื่นได้ง่าย ๆ และเมื่อสงสัยอะไรแล้ว ก็มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะค้นคว้า หาคำตอบ หรือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ไอน์สไตน์นั้น เคยให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตของเขาใน 1 ชั่วโมงจะใช้เวลาตั้งคำถามที่ดี 55 นาที อีก 5 นาที เอาไว้ใช้หาคำตอบ ซึ่งตรงกับหลักของวิชาปรัชญาที่เชื่อว่า คำถามที่ดี มีค่ามากกว่าการแสวงหาคำตอบ หลักง่าย ๆ ในการตั้งคำถามที่ดีก็คือ การคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ผ่านคำถาม What? Why? How? และพิจารณาอยู่เสมอว่า "ความจริง" มักจะมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่เราเห็นหรือได้ยินเสมอ นึกถึงเราเป็นมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่ห่างจากภูเขาใหญ่สูงตระหง่านเพียง 1 เมตร ในสถานการณ์เช่นนั้น เราไม่มีทางเห็นหน้าตาของภูเขาได้ทั้งหมด โดยเฉพาะไม่เห็นด้านข้าง และด้านหลังของภูเขา สิ่งต่าง ๆ ที่เราเห็นส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ต่างกับภูเขาลูกนี้ ดังนั้น คนเราจึงควรมี inquisitive mind และปฏิบัติตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ เพราะคนพูดน่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพราะเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ยอมรับตามกันมา แต่ให้หัดคิดพิจารณา ใคร่ครวญสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองด้วย

5. การทำงานที่ท้าทายอยู่เสมอเพื่อให้จิตเข้าสู่ Flow State
คนที่เป็นอัจฉริยะมักจะมีประสบการณ์กลับเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า "the flow state" ในระหว่างการทำงานMihalyi Csikszentmihalyi นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือชื่อดังเรื่อง Flow: The Psychology of Optimal Experience อธิบายว่า the flow state ก็คือสภาวะที่จิตใจของเราไปจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่จนกระทั่งไม่มีความคิดอื่น ๆ หรือเสียงรบกวนภายในอื่น ๆ ผ่านเข้ามาในใจ หรือที่ในภาษาพุทธเรียกว่าอยู่ในสมาธินั่นเอง Csikszentmihalyi ทำการสัมภาษณ์คนจำนวนมากจากหลากหลายอาชีพทั่วโลกและพบว่า จิตของคนเราจะทำงานได้มีพลังมากที่สุด เมื่อถูกบังคับให้ทำงานที่มีความท้าทายกำลังพอเหมาะ ไม่ยากเกินไป และไม่ง่ายเกินไป โดยงานที่ยากเกินไป จะทำให้เกิดความกังวล ตั้งใจมากไป หรือมีความกลัวว่าจะทำไม่ได้ ทำไม่ทัน ส่วนงานที่ง่ายเกินไปจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำงานผิดพลาดได้ง่าย จากการศึกษาชีวิตคนที่เป็นอัจฉริยะ พวกเขามักจะทำงานประดิษฐ์ คิดค้นใหม่ ๆ ซึ่งยังไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ทำมาก่อน หรือทำเรื่องที่ท้าทายตนเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ใจไปจดจ่อกับการคิดเรื่องนั้น ๆ ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ เป็นสาเหตุให้การคิด การกระทำของคนเหล่านี้มีพลัง และคิดได้ต่อเนื่อง ยาวนาน ความต่อเนื่องของพลังความคิดทำให้คน ๆ เดียวอย่างโทมัส เอดิสัน สามารถสร้างและจดทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ขึ้นมาได้กว่า 1 พันชนิด และบันทึกความรู้ และข้อคิดต่าง ๆ ลงในรูปหนังสือและโน้ตต่าง ๆ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังรวมแล้วกว่า 3 ล้านแผ่น Gerontologist หรือผู้เชี่ยวชาญด้านคนชราในสหรัฐฯ ท่านหนึ่ง คือ David Snowdon ได้ไปทำการศึกษาชีวิตของแม่ชีสำนัก Notre Dame ในรัฐมินิโซต้าของสหรัฐฯ ซึ่งทั้งกลุ่มจะมีอายุยืนระหว่าง 90 - 100 กว่าปี และยังมีความจำตลอดจนสุขภาพดี ไม่มีอาการหลงลืมเหมือนคนชราโดยทั่วไป Snowdon พบว่า แม่ชีสำนักนี้จะมีความเชื่อว่าคนเราจะต้องไม่อยู่นิ่งเฉยจะต้องมีกิจกรรมทางความคิด ต้องเรียนรู้ เล่นเกมส์ มีการโต้วาที พูดคุย สัมมนาอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้สมองและเวลาผ่านไปอย่างว่างเปล่า นอกจากนี้ แม่ชีทุกคนในสำนักนี้ก็จะเขียนบันทึก diary แบบละเอียดเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และการแสวงหาจิตวิญญาณของตนเองทุกวัน ทำให้เขาได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยใด สมองของเราจะทำงานได้อย่างดีหากเราฝึกฝนให้สมองมีสิ่งท้าทายอยู่เรื่อย ๆ ข้อสรุปข้างต้นตรงกันกับวิธีคิดของ Csikszentmihalyi ที่ว่าคนที่ต้องการฝึกฝนให้จิตและสมองของตนมีพลังก้าวเข้าสู่ the flow state จะต้องใช้ชีวิตแบบที่มีความสลับซับซ้อน ต้องคิด เขียน แก้ปัญหาบ่อย ๆ แทนที่จะใช้ชีวิตง่าย ๆ เรียบ ๆ จนเกินไปจนสมองไม่ได้รับการกระตุ้นหรือท้าทายสติปัญญา และในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่บีบบังคับตนเองให้ทำในสิ่งที่เกินความสามารถของตนจนเกินไป จนกระทั่งทำให้เกิดความกังวล ความเครียด ซึ่งจะมาทำลายสมาธิและพลังความคิดของเราในที่สุด

6. ความสามารถในการอ่านหนังสือได้เร็ว
คนที่เป็นอัจฉริยะมักจะเป็นคนที่อ่านและรับรู้ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว และหลายคนจะมีสิ่งที่เรียกว่า photographic memory คือเวลาอ่านอะไรสมองก็จะบันทึกข้อมูลเป็นภาพเอาไว้ทั้งหน้า เวลาเรียกข้อมูลมาใช้ก็กลับมาในรูปของรูปภาพ ทำให้คนพวกนี้จำรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ได้ทั้งหมด และเรียกใช้ได้ทันทีตามความต้องการ คนที่อ่านหนังสือได้เร็ว มักจะมีหลักการอ่านที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเราสามารถเลียนแบบได้ดังนี้
6.1 เริ่มต้นการอ่านด้วยการหา key concept ก่อน เมื่อทราบ key concept แล้ว ก็เริ่มตัดสินใจว่าทำไมเราต้องการอ่านหนังสือเล่มนี้ เราต้องการรู้อะไรบ้าง ต้องการอ่านส่วนไหนบ้าง แล้วจึงเริ่มอ่านอย่างเจาะประเด็น เวลาของเรามีค่า และมีจำกัด เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอ่านทุกอย่างทุกเรื่องที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้น ๆ
6.2 อ่านแบบ photo reading หรือการทำให้ตาของเราเป็นเหมือน scanner ซึ่งจับภาพตัวหนังสือที่ละหลาย ๆ บรรทัดพร้อมกัน จะทำให้เราอ่านหนังสือได้เร็วกว่าการให้ตาไล่มองไปทีละตัว และถ้าต้องการอ่านแบบ photo reading เราจะต้องหลีกเลี่ยงนิสัยการอ่านออกเสียงในใจไปทีละคำ (sub-vocalization) เพราะสมองของเราเข้าใจคำเป็นภาพและอ่านเป็นภาพได้รวดเร็วกว่าการอ่านออกเสียงตามตัวอักษรหลายร้อยเท่าตัว การอ่านออกเสียงทีละคำ จะทำให้การอ่านแบบ photo reading ของเราช้าลงกว่าที่ควรจะเป็นมาก

7. K-check
คนที่เป็นอัจฉริยะทั้งหลาย หลังจากที่ได้ใช้ตรรกะเหตุผล และทฤษฎีต่าง ๆ ในการขบคิดปัญหาแล้ว ท้ายสุดจะถามความรู้สึกลึก ๆ ของตนเอง ว่าสิ่งที่ได้คิดและรับรู้มาโดยกระบวนการของสมองข้างซ้าย เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า (kinesthetic check) การถามความรู้สึกลึก ๆ ของเราเป็นการสื่อสารตรงไปยังสมองข้างขวา ซึ่งคือ genious ตัวจริงภายในตัวของเรา สมองข้างขวามักจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องในรูปของความรู้สึก ถ้าความรู้สึกลึก ๆ บอกว่า "ใช่" แนวโน้มก็คือเราเดินทางอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ถ้าความรู้สึกบอกว่า "ยังไม่ใช่" ก็อาจจะต้องปรับวิธีคิดของเราต่อไป ข้อควรระวังคือ คนที่ยังไม่เห็นความคิด และไม่เคยดูความรู้สึกของตนเอง จะยังสับสนระหว่างความคิดและความรู้สึก และไม่สามารถใช้ k-check ได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงควรเริ่มต้นฝึกฝนแยกแยะความคิดออกจากความรู้สึกให้ได้ก่อน (ท่านที่สนใจเรื่องการดูความคิดและความรู้สึก โปรดศึกษาเรื่องนี้จากเทปรายการ New Dimensions ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการฝึกสมาธิและสติ)

Human Penetrator

การมองทะลุแก่นแท้ของมนุษย์
ขงจื๊อเป็นนักคิดคนสำคัญยิ่งของโลก เป็นทั้งนักการศึกษา นักรัฐศาสตร์ นักปรัชญา และที่สำคัญคือเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดในแผ่นดินจีน คำสั่งสอนของขงจื๊อเป็นรากฐานทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีมาจนถึงปัจจุบัน
แนวคิดของขงจื๊อไม่เพียงแต่เน้นให้คนมีคุณธรรม แต่ยังเป็นแนวทางนำไปสู่ความมีอัจฉริยะภาพ คือทำให้รู้ว่าในเวลาหนึ่ง คนเราควรจะคิดอะไร วางตัวอย่างไร คบเพื่อนแบบไหน เพื่อทำให้เราใช้ศักยภาพและเวลาที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุดแก่นคำสอนของขงจื๊อสรุปได้เป็น 5 หัวข้อ ดังนี้
1. บุคลิกภาพของมนุษย์ที่แท้
มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบของขงจื๊อ คือคนมีบุคลิกโดดเด่นเหนือคนทั่วไป มีพลังดึงดูด โน้มน้าวใจคน และมีคุณธรรมเที่ยงตรง ทำให้มีอำนาจเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป คุณลักษณะ 7 ประการที่จะช่วยให้มนุษย์มีพลังอำนาจตามวิธีคิดของขงจื๊อ คือ
• นอบน้อม เพราะคนนอบน้อมจะไปทำอะไร ที่ไหน ย่อมไม่เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไป
• เมตตากรุณา เพราะคนมีเมตตากรุณา มักจะมี positive aura บนใบหน้าที่ทำให้สามารถเอาชนะใจคนได้โดยง่าย
• จริงใจ เพราะจะส่งผลให้มีบุคลิกซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของผู้อยู่เหนือกว่า ผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคคลทั่วไป
• จริงจัง เพราะย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงลงได้
• ใจคอกว้างขวาง เพราะย่อมใช้ให้คนทำงานแทนได้ และสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้
• ไม่กินอิ่มเกินไป ไม่แสวงหาความสะดวกสบายจนเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นคนเกียจคร้าน ไม่แสวงหาหนทางปรับปรุงชีวิต พัฒนาตนเองในขณะที่ยังมีกำลังวังชา และสติปัญญาสมบูรณ์
• มีอารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ถ้ากล่าวแบบคนสมัยใหม่ ก็คือการมี EQ สูง
2. วิธีคิดของผู้มีปัญญา
คนเราเกิดมา มีปัญญาสูงต่ำไม่เท่ากัน มีโอกาสในการศึกษาไม่เท่ากัน แต่ขงจื๊อเห็นว่าในชีวิตประจำวันคนเราสามารถค่อย ๆ สร้างสมพัฒนาสติปัญญาให้ได้ด้วยตนเอง โดยการเปลี่ยนปรับวิธีคิดเสียใหม่ เลิกคิดปรุงแต่ง และคิดถึงเรื่องไร้สาระ และหันมาพิจารณาเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์แทน ดังนี้
• มนุษย์ที่แท้ จะต้องพิจารณาอยู่เสมอว่า ทำอย่างไร เราจึงจะมองอะไรแล้วสามารถจะเห็นและเข้าใจสิ่งนั้นทะลุปรุโปร่ง และเมื่อได้ยินอะไรแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะฟังให้เข้าใจได้หมดซึ่งก็คือการใช้สมาธิตั้งใจดู ตั้งใจฟัง นั่นเอง ปัญหาของจำนวนมาก คือ ดู เห็น ฟัง แล้วเข้าใจไม่หมด ตีความผิด ตีความเข้าตนเอง เอาตนเองเป็นที่ตั้งอยู่ตลอด ถ้าแก้ไขจุดนี้ได้ เราก็จะมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ซึ่งต้องใช้ประกอบการคิด การตัดสินใจต่อไป
• อย่าคิดกังวลว่าใครจะยอมรับยกย่องเราหรือไม่ แต่ให้เป็นกังวลมาก ๆ ว่า ขณะนี้เรายังขาดคุณสมบัติข้อใดที่ทำให้ยังไม่เป็นที่ยกย่องของผู้คน และอย่าเป็นกังวลว่าคนอื่นจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของเรา แต่ให้กังวลว่าตัวเราจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของคนอื่นดีกว่าจุดนี้คือ ขงจื๊อต้องการให้คนเราเน้นการพิจารณา เข้าใจ และปรับปรุงตนเอง ในขณะที่แนวโน้มของคนโดยทั่วไปจะชอบ “ส่องนอก ไม่ส่องใน” และใช้เวลาไปกับการจับผิด วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเสียมาก
• เวลาเห็นช่องทางได้ผลประโยชน์ ต้องคิดถึงความยุติธรรมด้วยขงจื๊อเห็นว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มจะคิดแบบเห็นแก่ได้ และตัดสินใจผิดพลาด เมื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อจะไม่ทำผิดคุณธรรม คนเราต้องพิจารณาเรื่องความยุติธรรมอยู่เสมอ ๆ ความยุติธรรมที่ให้พิจารณาก็คือ หลักการง่าย ๆ ถ้าเราไม่ชอบอะไร รังเกียจอะไร ก็จงอย่าทำกับคนอื่นแบบนั้น คิดได้แค่นี้
• นอกจากนี้ ขงจื๊อยังให้ข้อเตือนใจไว้ว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องหัดคิดคิดการณ์ไกล เพื่อจะได้ไม่ต้องหลงทางนอกจากนี้ เวลาร่ำเรียนศึกษาก็ต้องหัดคิดตาม เพราะคนที่ศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ โดยไม่คิด ย่อมไม่ฉลาดมากนัก ในทางตรงกันข้าม คนที่เอาแต่คิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ โดยไม่ชอบศึกษาหาข้อมูล ก็จะเป็นเพียงการคาดเดาหรือ speculation ย่อมจะคิดผิดพลาดได้ง่าย ๆ ดังนั้น คนเราต้องหัดฝึกฝนการคิดและการศึกษาหาข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน
3. ระเบียบวินัย
ขงจื๊อกล่าวถึงระเบียบวินัย 3 ประการ ของคนวัยต่าง ๆ กัน
• วัยหนุ่มสาว พลังยังไม่มั่นคง ต้องมีวินัยเรื่องกามคุณ
• วัยกลางคน พลังกายใจเข้มแข็งมากที่สุด ต้องมีวินัยเรื่องความพึงพอใจ อย่างเพิ่งเฉยชาหรือพอใจกับอะไรง่าย ๆ
• วัยชรา หมดเรี่ยวแรง พลังงานลดถอย ต้องมีวินัยกับความโลภ คืออย่ามีความต้องการมากมายไม่มีที่สิ้นสุด
4. การคบคน
ขงจื๊อเชื่อว่า ชีวิตคนเรา จะสุข ทุกข์ ประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องคบหาด้วย ดังนั้น ขงจื๊อจึงมีกฎในการเลือกคบคน ดังนี้
• ข้อแรก ไม่คบหาคนที่มีคุณงามความดีไม่เท่าเรา
• ข้อสอง ไม่แสวงความเห็น หรือปรึกษาหารือคนที่มีเส้นทางชีวิตไม่เหมือนเรา
• ข้อสาม คนที่ควรคบหา คือ คนที่มีความซื่อตรง จริงใจ และมีความรู้
• ข้อสี่ พึงเลี่ยงคบหาบุคคลที่เสแสร้ง พูดจาไร้สาระ ฉวยโอกาส ฟุ้งเฟ้อ
• ข้อห้า เมื่อคบหาใครเป็นเพื่อนแล้ว จงมีความจริงใจต่อกัน แต่อย่าปล่อยให้เขาชักนำเราไปในทางที่ต่ำ
5. การพูด
คำพูดของเราต้องแสดงออกถึงความซื่อตรง สอดคล้องกับกริยาทางกาย เพราะถ้าหากคำพูดเราเกิดพร้อมกับกริยามุ่งมั่นจริงใจ พูดสิ่งใดก็ย่อมประสบผลเป็นที่น่าเชื่อถือ
6. การวางตัว
คนเราจะมีคนรักทั่วทิศ หากวางตัวได้ดังนี้
• เวลาอยู่นอกบ้านแล้วพบผู้คน วางตัวราวกับคนผู้นั้นเป็นแขกสำคัญในบ้าน
• เมื่อต้องสั่งการ วางตัวราวกับเราเป็นแม่งานของพิธีการที่สำคัญยิ่งใหญ่ (คนที่เป็นแม่งานจะต้องเห็นภาพงานทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบอย่างรอบด้าน และมีจิตมุ่งมั่นต้องการทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในระยะเวลาที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะฉะนั้นเวลาคนเป็นแม่งานสั่งงาน จะไม่สักแต่ว่าขอให้ใครทำอะไร แต่จะคิดอย่างรอบคอบถึงผลที่ตามมา จะไม่สั่งการแบบขอไปที แต่จะต้องมีการติดตามผล แนะนำเพื่อให้งานลุล่วงไปได้)
• อะไรที่เราไม่ชอบ ก็อย่าปฏิบัติต่อคนอื่น
• เข้มงวดต่อตนเอง แต่ให้อภัยคนอื่น
7. การวางจิต
ขงจื๊อเน้นการมีจิตใจที่ซื่อตรง เขาเห็นว่าประเทศชาติจะสงบสุขได้ครอบครัวต้องดีก่อน แต่ครอบครัวจะดีได้ มนุษย์แต่ละคนต้องมีคุณธรรมมนุษย์แต่ละคนจะมีคุณธรรม ก็ต้องมีจิตใจที่ซื่อตรงและจิตใจที่ซื่อตรง จะมีได้ก็ต้องมีเจตนาที่ซื่อตรงก่อน ขงจื๊อเน้นจิตที่สามารถมองอะไรชัดเจน ทะลุปรุโปร่ง จิตเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็จากการมองเห็นและรู้จักตนเองอย่างรอบด้านก่อน

วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน
ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อสื่อสารพบปะพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น และหัวใจที่ทำให้เราประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน ,ในด้านครอบครัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็คือ " การรู้เท่าทันความคิดของผู้อื่น "
การรู้เท่าทันผู้อื่น เพื่อเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเราให้เข้ากับ พ่อ แม่ หรือสมาชิกในครอบครัว, เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้ง
ตามที่เคยนำเสนอ ศาสตร์ในการอ่านใจคน ด้วยหลักจริต 6 ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เรารู้แนวโน้มพฤติกรรมของผู้อื่นอย่างกว้าง ๆ และเพื่อให้เราเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น Dr.Dimitrius ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกคณะลูกขุนเข้าร่วมพิจารณาคดีดัง ๆ มากมาย ในสหรัฐอเมริกา ได้เสนอหลักในการอ่านความคิด,แรงจูงใจและพฤติกรรมของผู้อื่น ณ จุดเวลานั้น เช่น อ่านคนจากน้ำเสียง, จากวิธีการพูดจา เป็นต้น แต่การอ่านความคิดมนุษย์เป็นเรื่องที่ละเอียดสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสน เพราะเบื้องหลังพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์แสดงออกมาย่อมเกิดจาก แรงกระตุ้น ที่ต่างกันไป
ดังนั้น เพื่อง่ายต่อการปรับประยุกต์ใช้ Dr. Dimitrius จึงให้หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ ดังต่อไปนี้
1. มองหารูปแบบของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
พฤติกรรมซ้ำ ๆ หมายถึง รูปแบบการกระทำที่ใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกหรือสถานการณ์เกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัย เช่น เป็นคนกระตือรือร้น หรือเฉื่อยชา, เป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือชอบอยู่เฉย ๆ เป็นต้น
ดังนั้น เราไม่ควรสรุปผู้อื่นจาก
· พฤติกรรมในครั้งแรกที่รู้จักกัน ( First Impression )
· พฤติกรรมในทาง Negative ที่นาน ๆ เกิดครั้งหนึ่ง
2. หาพฤติกรรมที่เป็นนิสัยของเขาจริง ๆ ( เกิดขึ้นตามธรรมชาติ )
ตามหลักพื้นฐาน พฤติกรรมของมนุษย์สามารถ แยกได้ 2 ประเภท คือ
1. พฤติกรรมที่สร้างขึ้น อาจจะเพื่อบทบาทหน้าที่การงานในสังคม หรือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เป็นต้น
2. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ พฤติกรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น " นิสัย " อาจมีสาเหตุจากการเลี้ยงดู หรือถูกหล่อหลอมจากสภาพสังคม เป็นต้น
คำถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมที่คน ๆ นั้นแสดงเป็นของจริงหรือสร้างขึ้น ?
สังเกตจาก " ระดับความเข้มข้นของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน " ปกติคนเราอาจมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปบ้าง แต่จะไม่ต่างจากลักษณะนิสัยเดิม ๆ มากนัก แต่ถ้าเบี่ยงเบนแบบสุดกู่ แสดงว่าเป็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น
เมื่อแยกได้แล้ว ไม่ต้องสนใจพฤติกรรมที่สร้างขึ้น ให้คอยสังเกต " จุดเปลี่ยน " เพื่อที่เราจะได้เลือกพฤติกรรมที่จะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม
3. ต้องสรุปให้ได้ว่าบุคคลผู้นั้น " คบได้ " หรือ " ไม่น่าคบ "
· ลักษณะของคนที่น่าคบ มีนิสัยที่จัดอยู่ในประเภท " คนเมตตาผู้อื่น " คือ ใจกว้าง, ยุติธรรม, ดูจริงใจ, พร้อมที่จะให้อภัยผู้อื่น เป็นต้น
· ลักษณะของคนที่ไม่น่าคบ หรือคบได้แต่ต้องระวัง คือ พวกที่ทำอะไรหวังผลประโยชน์เพื่อตัวเองฝ่ายเดียว, มีความอาฆาตต้องการลงโทษผู้อื่น เป็นต้น
ข้อสังเกต : คน ๆ หนึ่งจะเป็นได้เพียงหนึ่งลักษณะเท่านั้น คือ เมตตา หรือ ไม่เมตตา
4. มองหาจุดแตกต่าง
ต้องแยกให้ออกว่า การกระทำหรือบุคลิกลักษณะภายนอกอะไรบ้างที่ขัดแย้งกับภาพรวมทั้งหมดของคน ๆ นั้น เพราะภายใต้ความแตกต่างนั้น ย่อมมีเหตุสำคัญบางประการ และถ้าเราค้นพบที่มาของความแตกต่างนั้นได้ จะทำให้เรารู้จักคน ๆ นั้นได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องตามความจริง
สรุป : การที่เราจะอ่านความคิดผู้อื่นได้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรือ ณ เวลานั้น ๆ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือพฤติกรรมซ้ำซากแท้จริงที่ถูกหล่อหลอมจน กลายเป็น " นิสัย " ของเขา เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถอ่านความคิดของผู้อื่นได้จากรายละเอียดดังต่อไปนี้
การอ่านคนจากน้ำเสียง และการพูดจา
1. ระดับความดังของเสียง
1.1 คนเสียงดังผิดปกติ แต่มีรูปร่างเล็ก
· ชอบใช้อิทธิพล หรืออำนาจไปควบคุมผู้อื่น
· ขาดความอดทน
หรือ
· เป็นผู้ที่มีความมั่นใจสูง
1.2 เสียงเบา และมีโทนเสียงต่ำ
· เป็นผู้ที่มีความสงบภายใน
· มั่นใจในตัวเอง
ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
1. จากปกติพูดเสียงเบา >>> พูดเสียงดังผิดปกติ
· มีแนวโน้มว่าช่วงนั้นอาจตื่นเต้น
2. จากปกติพูดเสียงดัง >>> พูดเสียงเบาผิดปกติ
· มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในชีวิต มีความทุกข์ทางกายหรือทางใจ
2. จังหวะของเสียง
1.1 พูดเร็วมาก ๆ แบ่งได้ 2 ขั้ว
· เป็นคนใจร้อน, มุ่งมั่น หรือ
· Self-esteem ต่ำ จะพูดเร็วแต่ไม่ชัดถ้อยชัดคำ หรือพูดติดอ่างเพราะตั้งใจให้คนฟังไม่ทัน
1.2 พูดช้ามาก ๆ แบ่งตามรูปร่าง
· ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างไม่เล็ก : อาจป่วย หรือ เป็นคนที่ Negative มากจนเกิดอาการอ่อนเพลีย
· ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ : ชอบดูถูกผู้อื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่า และมักมีสายตาเหยียดผู้ฟัง
ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
· จากปกติพูดช้า >>> พูดเร็ว : กำลังโกรธ หรือกำลังโกหก
· จากปกติพูดเร็ว >>> พูดช้า : กำลังคิดหาคำพูดที่จะสื่อความให้เราเข้าใจเร็วขึ้น

3. พูดจาติด ๆ ขัด ๆ
แนวโน้มลักษณะนิสัย แบ่งได้ 2 ขั้ว
· ไม่จริงใจ พยายามหาเหตุผลต่าง ๆ เพื่อพูดเข้าข้างตัวเอง
· จริงใจ สรรหาคำพูดเพื่อให้คนฟังเข้าใจ
ข้อสังเกต : ให้สังเกตจากร่างกาย
· ท่าทาง ไม่นิ่ง ขาแกว่งไปมา ไม่สงบ ตัวสั่น >>> ไม่จริงใจ
· ท่าทางสงบ สายตานิ่งสงบ >>> จริงใจ
4. น้ำเสียงที่มีการดัด หรือไม่เป็นธรรมชาติ
แนวโน้มลักษณะนิสัย ต้องการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ มีปัญญา ความสามารถสูงกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งความจริงไม่ใช่
5. น้ำเสียงออดอ้อน แนวโน้มลักษณะนิสัย มี 2 ขั้ว
· เป็นผู้ที่น่าคบ ชอบเป็นผู้ตาม
· คนที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ผู้อื่นทำตาม แต่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ว่าถูกหลอกใช้
อ่านคนจากลักษณะการพูดจา
1. วิธีการตอบคำถาม
· นิ่ง : ผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีส่วนในความผิดนั้นจริง
· พูดยืดยาว : แสดงว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องนั้น
2. พูดจาหยาบคาย หรือชอบสาบานตลอดเวลา
· เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หรือตื่นเต้นตกใจง่าย
· จิตใจโหดร้าย, ชอบข่มขู่ผู้อื่น
3. เปลี่ยนเรื่องพูด อาจมาจากสาเหตุ ดังนี้
· เบื่อเรื่องที่กำลังสนทนาอยู่
· ปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นจึงไม่อยากพูด
ข้อสังเกต : ความเกี่ยวโยงของเรื่องที่เปลี่ยน ถ้าไม่มีความเชื่อมโยงของเรื่องที่เปลี่ยนแสดงว่ากำลังปกปิดความจริง
4. คนที่เปิดเผยตัวมาก
· เขาสนในเราจึงยอมเปิดข้อมูลเยอะ หรือ
· อาจต้องการสร้างภาพ
5. คนที่ชอบพูดคำว่า " ลุย
· เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว

The 7 Habits of Highly Effective People

นิสัย 7 ประการสู่ความสำเร็จ

The 7 Habits of Highly Effective People ประพันธ์โดย Steven Covey เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 15 ปี และถูกจำหน่ายไปแล้วกว่า 15 ล้านเล่ม ผู้แต่งได้กล่าวถึงนิสัย 7 ประการของผู้ที่ประสบความสำเร็จ แผนที่ในการดำเนินชีวิตเพื่อไปสู่ความสำเร็จ และวิธีการยกระดับคุณภาพจิตใจ เป็นต้น มีใจความสำคัญ ดังต่อไปนี้

ก่อนที่จะกล่าวถึงนิสัยทั้ง 7 ประการ ผู้แต่งได้ให้แง่คิดว่ามนุษย์มีสิ่งที่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานอยู่ 3 อย่างคือ มีสามัญสำนึกรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีพลังจิต ดังนั้น การเอาใจใส่และหมั่นฝึกฝนคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้จนกลายเป็นนิสัย จะทำให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขอย่างแท้จริง นอกจากนั้น ผู้แต่งได้กล่าวว่า กรอบในการมองโลก (paradigm) หรือนิสัยของคนเรานั้นส่วนใหญ่จะถูกปลูกฝังมาจากการสั่งสอนของคนรอบข้าง การใช้ชีวิตในสังคม และจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และด้วยความเคยชินทำให้คนเรานั้นไม่เคยฉุกคิดว่ามุมมองที่มีอยู่นั้นถูกต้องหรือเหมาะสมหรือไม่ จึงก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งและไม่เข้าใจผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะเอาความคิดของตนเองเป็นตัวตัดสิน ดังนั้น ผู้แต่งจึงแนะนำให้หยุดทบทวนแนวความคิดมุมมองและคติธรรมในใจที่เคยยึดถือตลอดมาว่า สิ่งเหล่านั้นถูกต้องแล้วจริงหรือ ให้พิจารณาตามความเป็นจริง สิ่งไหนคิดผิดให้คิดใหม่แก้ไขที่ต้นเหตุ เมื่อเข้าใจตนเองจึงจะเข้าใจผู้อื่นได้ นอกจากนั้นผู้แต่งยังเชื่อว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการมีสมองข้างขวาที่ทรงประสิทธิภาพสามารถควบคุมการทำงานของสมองด้านซ้ายได้ สมองข้างขวามีหน้าที่เตือนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี การมีจินตนาการ และการมีอารมณ์และความรู้สึก ดังนั้น การฝึกใช้จินตนาการและมีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นการพัฒนาการทำงานของสมองด้านขวาได้เป็นอย่างดี

กฎข้อที่ 1. นิสัยรู้และเลือก (Be Proactive)

การรู้และเลือกคือการมีสติตามตัวอยู่ตลอดเวลา รู้ตัวว่าขณะนี้ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และผลที่เกิดจากการกระทำนี้คืออะไร รู้ว่าขณะนี้ตัวเรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบใด สถานการณ์ปกติหรือมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรานั้น มีผลอะไรต่อตัวเราบ้าง และเรามีการตอบสนองต่อสิ่งที่กำลังเผชิญอย่างไร ตอบสนองด้วยกิริยาใดด้วยอารมณ์แบบไหน ปกติแล้วมนุษย์มีอารมณ์หลักอยู่สามอารมณ์คือ สุข ทุกข์ และเฉย ๆ หากเรารู้เท่าทันอารมณ์เราจึงจะรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ เมื่อรู้แล้วเมื่อเห็นแล้วจึงจะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ คนเรามีสิทธิ์ที่จะกำหนดชีวิตของตนเองแต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามกระแสสังคม ถูกฉุดกระชากไปตามอารมณ์และการกระทำของผู้อื่น เช่นเมื่อได้รับคำชมก็ดีใจ ได้รับคำตำหนิก็เสียใจ หรือคนพูดไม่ได้ดั่งใจก็โกรธ เป็นต้น เราเอาพฤติกรรมของเราไปขึ้นกับการกระทำและความคิดของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา สรุปแล้วชีวิตนี้เป็นของใครกันแน่ ดังนั้น หากเรารู้จักเลือก รู้จักหยุดคิดก่อนที่จะตอบสนอง เราจึงจะมีชีวิตที่เป็นของเราจริง ๆ และจะเลิกโทษผู้อื่น เลิกโทษโชคชะตาเทวดาฟ้าดิน และจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีวุฒิภาวะอย่างแท้จริง เมื่อนั้นจิตจึงจะนิ่งสงบไม่กระเพื่อมไปกับสิ่งภายนอกที่เข้ามากระทบ จิตจึงมีพลังสามารถทำการใหญ่ได้ การจะมีสติตามทันอารมณ์ได้นั้นจิตต้องมีความสงบหรือมีสมาธิในระดับหนึ่ง ซึ่งทำได้โดยการ การสวดมนต์ หรือทำสมาธิ เป็นต้น

กฎข้อที่ 2. สร้างเป้าหมายในชีวิตเป็นภาพจารึกไว้ในจิตใจ (Begin with the End in Mind)

การมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ตอนนี้ อีก 5 ปี 10 ปี หรือในบั้นปลายชีวิตเราอยากจะมีชีวิตแบบใด เมื่อมีเป้าหมายเราจะรู้ว่าตอนนี้ควรทำสิ่งใด ตอนนี้กำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน จะต้องไปอีกไกลเท่าไร และไปด้วยวิธีใดบ้างจึงจะบรรลุเป้าหมาย จะทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันมีคุณค่าและไม่น่าเบื่อ เป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่าง ๆ ของเรา เป้าหมายที่ดีจะต้องชัดและต้องสร้างเป็นภาพจารึกไว้ในจิตใจตลอดเวลาและการสร้างเป้าหมายต้องมาจากสิ่งที่เราชอบจริง ๆ ไม่ใช่ทำตามกระแสสังคม และที่สำคัญเป้าหมายนั้นต้องพอที่จะเป็นไปได้ นอกจากนั้นเป้าหมายในที่นี้ผู้แต่งยังหมายถึงภาพพจน์ที่เราต้องการให้คนอื่นจดจำเราได้นั้นเป็นแบบใด เช่นหากเราตายไปตอนนี้เราอยากให้ทุกคนจดจำเราได้ในแบบใด เป็นต้น

กฎข้อที่ 3. ทำสิ่งที่ต้องทำก่อน (Put First Things First)

การทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จะต้องเลือกทำในสิ่งที่นำพาเราไปสู่เป้าหมายก่อนเป็นอันดับแรก และทำอย่างต่อเนื่อง และต้องมีการประเมินตนเองอยู่ตลอดเวลาว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ตรงจุดไหน อีกไกลเท่าไร และเรามาถูกทางหรือไม่ มีเส้นทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นหรือเปล่า หรือเรากำลังเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้สาระ เป็นต้น ในการประเมินแต่ละครั้งจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง จะต้องซื่อสัตย์ ใช้สติ และไม่เข้าข้างตัวเอง นอกจากนั้นควรเลือกทำสิ่งที่ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญในชีวิตก่อน คนส่วนใหญ่มักเลือกทำในสิ่งที่เร่งด่วนก่อนเสมอ โดยลืมนึกไปว่าสิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตหรือไม่ จงอย่าทำตามสิ่งที่สังคมกำหนด แต่ให้เลือกทำในสิ่งที่เรากำหนดเอง และผู้แต่งกล่าวเพิ่มเติมว่า การวางแผนทำสิ่งใดต้องวางแผนในระยะยาวอย่าวางแบบวันต่อวัน เพื่อจะได้งานเป็นกรอบเป็นกำ และต้องหัดมอบหมายงานให้กับคนที่ไว้ใจได้ เพื่อที่เราจะได้มีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญและตรงตามเป้าหมายในชีวิตได้มากขึ้น

กฎข้อที่ 4. การรู้จักแบ่งผลปันประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นด้วย (Think Win/Win)

ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น คนในครอบครัว เจ้านายลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า เป็นต้น ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน การไม่คิดถึงตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือเอาความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง นั่นคือการรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน สิ่งเหล่านี้รู้ได้โดยการมองย้อนเข้าหาตัวเองว่าหากเป็นเราเจอแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร และนอกจากการเข้าใจผู้อื่นแล้วผู้แต่งได้กล่าวถึงบุคลิกลักษณะที่น่าคบหาสมาคมและน่าเชื่อถือคือต้องปากกับใจตรงกัน รู้จักรักษาคำพูด มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่มั่นคง สงบนิ่ง ใจกว้าง และมองโลกในแง่ดี และที่สำคัญในฐานะผู้บริหารหากต้องการให้คนในองค์กรได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ควรจะจัดระบบขึ้นมารองรับ เช่นคนที่ตั้งใจทำงานก็ควรจะมีรางวัลหรือโบนัส เป็นต้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและทุกฝ่ายในองค์กรได้รับประโยชน์เท่ากันอย่างแท้จริง

กฎข้อที่ 5. การพยายามเข้าใจผู้อื่นมากกว่าให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา (Seek First to Understand, Then to Be Understood)

ส่วนใหญ่แล้วมนุษย์มักชอบพูดให้ผู้อื่นฟังมากกว่าฟังที่คนอื่นพูด ดังนั้น เมื่อไม่มีใครยอมฟังใครปัญหาจึงเกิดขึ้น การฟังอย่างตั้งใจและพยายามที่จะเข้าใจผู้อื่นแทนที่จะให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา อีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจจากเรา และเกิดความผ่อนคลายลงในระดับหนึ่งและจะยอมรับฟังความคิดเห็นจากเราด้วยในที่สุด การเป็นผู้ฟังที่ดีและพยายามที่จะเข้าใจอีกฝ่าย เช่น ขณะนั้นเขารู้สึกอย่างไร และเขาพูดไปเพื่ออะไร เป็นต้น จะทำให้มองเห็นประเด็นของปัญหาได้อย่างชัดเจนและสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด แต่ผู้แต่งได้ให้ข้อคิดไว้ว่า การฟังนั้นต้องฟังอย่างมีสติ อย่าฟังจนเคลิ้มและต้องมีจุดยืนในตัวเองด้วย ผู้แต่งได้กล่าวเพิ่มเติมว่าการฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจจะช่วยลดอคติที่มีต่ออีกฝ่ายได้และจะไม่เกิดการตัดสินคนจากคำพูดเพราะขณะนั้นจิตใจจะมีความเมตตาไม่ปรุงแต่งเป็นอารมณ์ นอกจากนั้นหากต้องการพูดแสดงความเห็นอกเห็นใจ ก่อนพูดควรถามความรู้สึกของตนเองก่อนว่าในเวลานี้ควรพูดหรือไม่ ควรพูดแค่ไหน และควรพูดอย่างไรจึงจะเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายอย่างแท้จริง

กฎข้อที่ 6. การสร้างทีมเวิร์ค (Synergize)

การสร้างทีมเวิร์คให้เกิดขึ้นภายในองค์กรเป็นหน้าที่ของผู้บริหารคือการดึงเอาศักยภาพของลูกน้องแต่ละคนมาผสมผสานกันอย่างลงตัว และสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ได้ ในฐานะผู้บริหารต้องมองปัญหาและการทะเลาะเบาะแว้งให้เป็นเรื่องปกติ แต่ให้คิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นผลงานได้ นอกจากนั้น การบริหารลูกน้องจำนวนมาก ๆ จะใช้วิธีเดียวกันหมดไม่ได้เพราะแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ในฐานะเจ้านายจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะรู้ได้ว่าคนไหนต้องใช้วิธีใดก็ต้องเริ่มจากการรู้จักตนเองก่อนเมื่อรู้จักตนเองจึงจะรู้จักผู้อื่น และต้องพยายามเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไรด้วย จึงจะสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการได้อย่างทันท่วงที ผู้แต่งได้ให้ข้อคิดในการทำงานเป็นทีมคือ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความถ่อมตน จงคิดว่าทุกคนย่อมมีข้อดีในแต่ละด้าน ไม่มีใครดีกว่าใคร หากคิดเช่นนี้อัตตาตัวตนก็ไม่เกิด การทำงานเป็นทีมจึงจะสมบูรณ์

กฎข้อที่ 7. การเพิ่มพลังชีวิต (Sharpen the Saw)

ว่าด้วยวิธีการพักจิต และเพิ่มพลังเพื่อพร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไป มีวิธีการ ดังนี้
1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์
2. หัดสร้างมโนภาพอยู่ตลอดเวลา ต้องอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้
3. มีความเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
4. เข้าใจและรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ และสร้างความสงบภายใน
จากนิสัยแห่งความสำเร็จทั้ง 7 ประการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถสรุปเป็นใจความสั้น ๆ ได้ว่า Steven Covey ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้สมองข้างขวา การใช้จินตนาการ การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การมีหลักคุณธรรมในการดำรงชีวิต และการสร้างแผนที่ชีวิต

Sunday, February 18, 2007

Life Strategy

Laws of Life (from http://www.drboonchai.com/)

From “Life Strategy doing what works, doing what matter” By Phillip C McGraw

1. You either get it or you don’t ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตามจะมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จ และคนที่ล้มเหลว คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยความทุ่มเท และความเพียรพยายาม แต่สำหรับผู้ที่ทุ่มเทแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ ให้ลองวิเคราะห์ว่า หนึ่ง ท่านมีความรู้ในสิ่งที่ทำอยู่เพียงพอหรือไม่ และคนอื่นที่อยู่ในวงการเดียวกับท่านเขารู้มากกว่าท่านหรือไม่ และสอง ท่านรู้จักมนุษย์รอบข้างดีพอหรือไม่ เนื่องจากในการทำงานนั้นส่วนใหญ่เราจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับคนอื่น บางคนจึงล้มเหลวเพราะขาดความเข้าใจในมนุษย์

กฎธรรมชาติเกี่ยวกับมนุษย์

1. มนุษย์ทั้งโลกกลัวการถูกปฏิเสธ ถ้าเราสามารถทำอะไรให้ใครได้โดยไม่เดือดร้อนหรือไม่ผิดศีลธรรมเราก็ควรทำ
2. มนุษย์ทุกคนต้องการการยอมรับ ดังนั้นการสร้างความพันธ์กับคนอื่นจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติกัน
3. มนุษย์มองสถานการณ์ต่างๆ จากหลักการของผลประโยชน์ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงในรูปของตัวเงินเพียงอย่างเดียว หากแต่หมายถึงประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วย เช่นประโยชน์ด้านความพึงพอใจ เป็นต้น ดังนั้นในการทำกิจการใดๆ ให้ยึดหลัก Win Win Situation คือการได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
4. มนุษย์ชอบคุยแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ชอบฟังเรื่องของคนอื่น ดังนั้นให้ฝึกการเป็นนักฟัง
5. มนุษย์นั้นก่อนจะรับฟังและให้ความร่วมมือกับสิ่งใดๆ เขาจะต้องเข้าใจในสิ่งนั้นๆก่อน ดังนั้นเราจะต้องมีความสามารถในการสื่อความให้อีกฝ่ายเข้าใจเราได้
6. มนุษย์มักจะไว้วางใจเฉพาะคนที่เขาชอบหน้าเรา ดังนั้นเราควรมีทัศนคติที่ดีต่อโลกและต่อมนุษย์ ไม่ตั้งจิตเป็นศัตรูแล้วเขาก็ไว้เนื้อเชื่อใจเราเอง
7. มนุษย์ทุกคนมีการสวมหน้ากาก หรือSocial Mask คือทุกคนจะต้องมีบทบาทหน้าที่หรือสวมหัวโขนอยู่ สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง ดังนั้นให้มองเข้าไปถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาอย่าไปติดอยู่กับภาพที่เห็นแค่ภายนอก

2. You create your own experience ตัวเราเองเป็นคนกำหนดประสบการณ์ชีวิตของเรา และกำหนดได้ด้วยความคิด ดังนั้นอย่าโทษปัจจัยภายนอกว่าเป็นสิ่งที่มาทำให้เราผิดหวัง ผู้ที่เป็นนักปราชญ์จะต้องรู้ว่าควรหยิบเรื่องไหนมาคิด และจะหยิบเรื่องนั้นมาคิดในเวลาไหน ตัวเราเองมีส่วนอย่างมากในการกำหนดผลลัพธ์ของชีวิตเรา

3. Reciprocity หลักต่างตอบแทนหรือต่างปฏิบัติ นั่นคืออะไรกับใครเอาไว้ก็จะได้อย่างนั้น เช่นถ้าเราพูดจาสุภาพกับเขา เขาก็จะใช้คำสุภาพกับเราดังนั้นถ้าเราอยากได้สิ่งใดจากผู้อื่นจงให้สิ่งนั้นกับผู้อื่นก่อน

4. You can’t change what you don’t acknowledge ปัญหานั้นๆ ได้ก่อน เช่น ต้องเกิดการยอมรับก่อนว่าเราเป็นคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เราจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

5. Life Rewards Action ชีวิตจะให้รางวัลกับคนที่ลงมือกระทำ สำหรับคนที่มีความคิดแต่ยังไม่เคยลงมือปฏิบัติ ให้ใช้วิธีการ มรณานุสติ คือหมั่นถามตนเองว่าตอนนี้อายุเท่าไร และจะเหลือเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกกี่ปี ถ้าไม่ทำตอนนี้จะไปทำตอนไหน เป็นต้น

6. ตัวเราเองที่เป็นคนให้ความหมายกับชีวิต บางคนเกิดมาในครอบครัวที่ลำบาก แต่มีความอดทนใฝ่หาความรู้ จนชีวิตประสบความสำเร็จได้ แสดงให้เห็นว่าตัวเราเองที่เป็นคนให้ความหมายกับชีวิต

7. Life is manage not cure ชีวิตต้องมีการบริหารจัดการ มิใช่การหาทางแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา เราต้องเป็นผู้จัดการชีวิตของตนเอง และถามผู้จัดการชีวิตคนนี้ว่า ได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเรานี้ถึงที่สุดหรือยัง, ได้เคยช่วยสร้างโอกาสต่างๆ ให้ชีวิตบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือยัง, เคยได้ดูแลให้เกิดดุลยภาพระหว่างสุขภาพกาย จิต และอารมณ์หรือไม่ และสุดท้ายเมื่อเกิดปัญหาผู้จัดการชีวิตคนนี้ใช้วิธีการแก้ปัญหาหรือหนีปัญหา คนส่วนใหญ่มักทำตัวเป็น Passenger หรือผู้โดยสารชีวิต คือปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ โดยไม่ Manage ชีวิต เพราะไม่ชอบการตัดสินใจ เนื่องจากในการตัดสินใจนั้นมีความเสี่ยง และต้อง get out of our comfort zone

8. There’s power in forgiveness การให้อภัยมีพลังเหนือ ความขุ่นใจอันเกิดจากความอาฆาตพยาบาท ความโกรธแค้น เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเจ็บป่วย แต่การให้อภัยมีพลังอำนาจที่สูงกว่า สามารถทำให้โรคภัยและความทุกข์ต่างๆ ได้ และยังสามารถพลิกความสัมพันธ์ของเรากับคนที่เราโกรธจากสภาพร้ายสุดมาเป็นสภาพดีสุดได้ด้วย ดังพุทธโอวาทที่ “พึงชนะความโกรธ ด้วยการให้อภัย”

9. You have to name it to claim it การจะได้อะไรมานั้นเราจะต้องรู้จักกับสิ่งนั้นก่อน เช่นถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าลึกๆ แล้วชีวิตต้องการอะไร รู้หรือไม่ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะตราบใดที่เรายังบอกไม่ได้ว่าสำหรับตัวเราแล้วอะไรคือความสุข อะไรคือความสำเร็จ ก็ไม่ต้องพูดถึงจุดทีเรียกว่า outcome เพราะจะกลายเป็นการเข็นครกขึ้นภูเขาผิดลูก สรุปก็คือ คุณรู้หรือไม่ว่าก่อนจากโลกนี้ไป คุณต้องการจะบรรลุอะไร และอะไรคือเป้าหมายหลักของชีวิต
คิดอย่างมหาเศรษฐีอเมริกัน Sam Walton
Sam Walton..Made In America บทความที่นำเสนอมาจากหนังสือเรื่อง Sam Walton..Made In America แต่งโดย Sam Walton ผู้บุกเบิกธุรกิจห้างสรรพสินค้าขายปลีก (Supercenter store) รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ร้านค้าของ Sam Walton ตั้งอยู่ทุกหัวระแหงใน 50 รัฐทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา โดยรู้จักกันในชื่อว่า ร้านวอลมาร์ท (Wal-Mart) วอลมาร์ทเป็นร้านสรรพสินค้าที่มีจุดเด่นคือ สินค้ามีความหลากหลาย มีคุณภาพ และมีราคาถูกกว่าร้านอื่น ๆ และที่สำคัญหากลูกค้าไม่พอใจสินค้าสามารถนำมาแลกคืนได้ทันที จากคุณสมบัติที่โดดเด่น ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ทำให้ร้านวอลมาร์ทประสบความสำเร็จอย่างท่วนท้น จนเจ้าของกิจการอย่าง Sam Walton ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ความสำเร็จของวอลมาร์ทไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสมัยของ Sam Walton แต่ยังสามารถสืบต่อสู่รุ่นลูกรุ่นหลานมาจนถึงปัจจุบัน จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบทสรุปของความสำเร็จ แต่กว่าจะมาเป็น Sam Walton ที่คนทั่วโลกรู้จัก เขาต้องเผชิญอะไรมาบ้าง มีรายละเอียด ดังนี้เบื้องหลังชีวิตของ Sam Walton
ความสำเร็จของ Sam Walton สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาอย่างแท้จริง เพราะตั้งแต่วัยเด็กเขายากจนมาก ไม่มีเงินจะเรียนหนังสือ ซ้ำยังเป็นเด็กกำพร้า แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอยทำงานหาเลี้ยงตัวเอง เรียนไปทำงานไป ไม่เคยคิดว่าตนเองมีปมด้อยWalton คิดว่าเขาไม่สามารถเลือกเกิดได้แต่เขาสามารถเลือกที่จะมีชีวิตเป็นของตนเองได้ ตั้งแต่เล็กเขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นเซลล์แมนเพราะเป็นอาชีพที่รวยที่สุดในสมัยนั้น เขาจึงเริ่มฝึกฝนตัวเองโดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกทักษะในการเข้าสังคม
เมื่ออายุได้ อายุ 32 ปี Walton เริ่มทำธุรกิจครั้งแรกในรัฐอาร์คันซอโดยการเปิดร้านค้าเล็ก ๆ จุดขายของร้านคือสินค้าดี ราคาถูก และมีความหลากหลาย เขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าร้านจะต้องได้กำไรสูงสุดภายในห้าปี โดยWalton มีวิธีการสำคัญในการลดต้นทุนของสินค้าคือการเข้มงวดเกี่ยวกับรายจ่ายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นราคาต้นทุนสินค้าและการใช้จ่ายเงินของลูกน้อง การเข้มงวดเรื่องรายจ่ายจะทำให้ลูกน้องไม่กล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและบริษัทผู้ผลิตไม่กล้าเสนอราคาสินค้าที่สูงมากนัก และจากที่เขาเคยยากจนมาก่อนจึงรู้ซึ้งถึงค่าของเงินทำให้ Walton ต่อรองราคาสินค้าเก่งมากจนเป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มของบริษัทผู้ผลิตสินค้าทั่วไป และเนื่องจากร้านค้าของเขาเพิ่งเปิดใหม่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก Walton จึงเข้าร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับคนในชุมชนเพื่อให้คนรู้จักร้านค้าของเขามากยิ่งขึ้น
จากที่กล่าวมาข้างต้น ร้านค้าร้านแรกของ Sam Walton ดูท่าจะไปได้ดีแต่สุดท้ายโชคกลับไม่เข้าข้าง เจ้าของที่ดินกลับไม่ยอมต่อสัญญาเช่า ความฝันที่จะสร้างร้านค้าที่ดีที่สุดจึงต้องล้มครืนลงอย่างไม่เป็นท่า ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้Sam Walton หยุดทำธุรกิจไปถึง 12 ปี ในระหว่างนั้นเขาได้ใคร่ครวญถึงธุรกิจที่ผ่านมาและขบคิดยุทธวิธีใหม่ ๆ จนกระทั่งเมื่ออายุ 44 ปี เขาได้กลับมาผงาดในวงการธุรกิจอีกครั้ง โดยการเปิดร้านWal-Mart ขึ้นเป็นแห่งแรก และขยายสาขาออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นจำนวนกว่า 40 สาขาต่อปี
เบื้องหลังความสำเร็จของ Sam Walton
1. คิดนอกกรอบ ส่วนใหญ่ห้างสรรพสินค้ามักจะตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่ Walton เล็งเห็นถึงปัญหาเรื่องที่จอดรถ ค่าเช่าที่ราคาสูง และมีอัตราการแข่งขันสูง เขาจึงฉีกมุมออกไปโดยการเปิดร้านตามชานเมืองเพราะมีที่จอดรถกว้างขวาง ค่าเช่าที่ก็ไม่แพง อีกทั้งยังมีคนมาตั้งร้านไม่มากนัก จึงทำให้ร้านวอลมาร์ทมีส่วนแบ่งทางการตลาดสินค้าขายส่งตามแถบชานเมืองมากที่สุด
2. มีเป้าหมายชัดเจน จุดเด่นที่ชัดเจนของร้านวอลมาร์ทคือสินค้าคุณภาพดี และเน้นที่ราคาถูกกว่าร้านอื่น ดังนั้น การตกแต่งร้านจึงเป็นแบบเรียบง่ายไม่หรูหรา เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจะได้นำงบประมาณส่วนนี้มาชดเชยกับราคาสินค้าที่ต้องกดลงให้ต่ำกว่าร้านอื่น ๆ
3. ประเมินตลาดและคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าร้านวอลมาร์ทจะเป็นที่นิยมแล้วก็ตามแต่ Sam Walton ก็ไม่ชะล่าใจคอยสำรวจราคาสินค้าของร้านคู่แข่งอยู่ตลอดเวลาด้วยวิธีการอันหลากหลาย เช่น การไปสืบราคาตามร้านต่าง ๆ ด้วยตนเอง หรือไปค้นตามกล่องสินค้าที่เขาทิ้งแล้ว และการผูกมิตรกับพนักงานส่งของเพื่อสืบข้อมูลสินค้าจากร้านอื่น ๆ เป็นต้น
4. พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา Sam Walton จะคอยศึกษาวิธีการทำงานและการดำรงชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา เพื่อมาปรับใช้กับชีวิตของตนเอง
5. รู้จักคัดสรรพนักงาน พนักงานที่ดีในสายตา Sam Walton ไม่จำเป็นต้องจบตรงตามสาขาที่ต้องการก็ได้ ขอเพียงแต่มีความขยัน ซื่อสัตย์ และมีความเอาใจใส่อยากที่จะเรียนรู้เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง
6. สร้างความกระตือรือร้นให้กับพนักงานทุกคน โดยการ 1) ไปตรวจเยี่ยมตามสาขาต่าง ๆ โดยไม่บอกล่วงหน้า 2) ผู้จัดการทุกคนจะต้องเข้าประชุมทุกวันเสาร์เวลา 7.30 น. เพื่อเสนอความคิดเห็น ปัญหาที่เกิดขึ้น และหนทางแก้ไข และหากสาขาไหนมีผลงานดีจะมีการนำเสนอในที่ประชุม
7. ดูแลพนักงานอย่างดี เช่น มีการฝึกงานและจัดแข่งขันกีฬาเพื่อสร้างความกลมเกลียวในองค์กร
8. สรรหาบุคลากรด้วยตนเอง โดยการไปเรียน MBA ด้วยตนเอง เพื่อไปคัดเลือกและชักชวนคนที่มีความสามารถมาทำงานให้กับองค์กร
9. รู้จักสอนลูกให้รู้จักค่าของเงิน Sam Walton สอนให้ลูกรู้จักทำงานหนัก โดยการให้มาจัดของเข้าร้านในวันหยุดจะได้เข้าใจถึงความยากลำบากของพนักงานในองค์กร เพื่อเป็นรากฐานในการสืบทอดกิจการสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป ในปี 1991 Sam Waltonได้รับเหรียญกิตติมศักดิ์ The Presidential Medal of Freedom ซึ่งเป็นตราสูงสุดที่องค์กรเอกชนพึงจะได้รับจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และได้รับการกล่าวสดุดีว่า “Sam Walton เป็นบุคคลตัวอย่างที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งความฝันและความสำเร็จของชาวอเมริกันอย่างแท้จริง เพราะเขาเริ่มต้นจากที่ไม่มีอะไรเลย แต่ด้วยความอุตสาหะวิริยะทำให้เขามีวันนี้ และสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เพียงเพื่อธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นการสร้างอาชีพ สร้างสรรค์สินค้าที่ดีที่สุด และคืนสิ่งดี ๆ สู่สังคมโดยการบริจาคเงินทุนเพื่อพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่องเสมอมาอีกด้วย ” จากเรื่องราวทั้งหมดของ Sam Walton คงจะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า แม้คนเราจะเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะมีเส้นทางชีวิตเป็นของตนเองได้ ขอเพียงแต่มีความมุ่งมั่น และความเพียรพยายามความสำเร็จคงอยู่แค่เอื้อม