Sunday, February 25, 2007

How to Build the Green Way

Not quite sure where I got this from??? I found it on my destop.

Green buildings have less negative impact on environment than standard buildings.
In 2000, U.S Green Building Council (USGBC) started LEED (Leadership in Energy and Environmental Design).

Following are 10 rules for Green development

Rule 1: Focus on the big picture
Integrating green principles into building’s planning and design from the start, appointing the right people.

Rule 2:Choose a sustainable site
Cannot be constructed on prime farm land, parkland, historic site or endangered habitat of a species. Ideal location would be vacant lots, redevelopment sites like rail yards etc.

Rule 3:Do the Math
Apply a cost /benefit analysis before allocating funding.

Rule 4:Make the site plan work for you
Reduce the amount of roads, parking lots, reduce grading and earthwork, limit erosion. Easy access to public transportation.

Rule 5:Landscape for Savings
Minimizing heat islands, green roof, drought tolerant plants.

Rule 6:Design for greater green
Maximize of day lighting, Operable windows and skylights enable natural ventilation.

Rule 7:Take advantage of Technology
Help conserve and even generate energy. Install motion sensitive lighting sensors and individual climate controls in offices, workstations. Highly efficient HVAC systems that do not use chloro floro carbons. Though it will take long time before we get back the investment cost, in part through lower operating costs, increased productivity, longer employee retention and less sick time.

Rule 8: Save and manage water
Water conserving irrigation systems, waterless urinals, recycled water for landscape.

Rule 9: Use alternative materials
Low emission paints, strawboard made out of wheat.

Rule 10:Construct green
Construction process control, recycle waste, recycle at least 50% of its waste


บริหารสู่ความเป็นเลิศด้วยพลังสมองด้านขวา

บทความที่นำเสนอสรุปจากหนังสือเรื่อง A Whole New Mind แต่งโดย Daniel Pink ว่าด้วยวิธีคิดแบบคนเหนือคน ที่จะทำให้เรามีความสุข ประสบความสำเร็จ และเป็นที่เคารพรักของคนรอบข้าง
โดยผู้แต่งเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยการทำงานของสมองข้างขวาที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างมโนภาพ และการมีคุณธรรม โดยหลักการในการสร้างความสำเร็จดังกล่าวมีใจความสำคัญ ดังนี้


หลักสำคัญ 6 ประการ ได้แก่

1) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Design)

สามารถออกแบบนวัตกรรมหรือสินค้าใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด โดยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั้นจะเกิดขึ้นจากการตั้งคำถามต่าง ๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เช่น สินค้าของเราแพงไปหรือไม่ ใช้สะดวกหรือไม่ รูปลักษณ์น่าใช้หรือไม่ หรือใช้แล้วคุ้มหรือเปล่า เป็นต้น คำถามเหล่านี้จะต้องเกิดจากความรู้สึกที่ว่าถ้าเราเป็นลูกค้า เราจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งเป็นการทำงานของสมองข้างขวานั่นเอง

2) เป็นนักเล่าเรื่อง (Story)

การจะเป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมี พูดแล้วมีคนฟัง เป็นที่น่าจดจำ และมีคนนำไปปฏิบัติตาม จะต้องรู้จักถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ โดยการผูกเป็นเรื่องราว ให้น่าติดตาม น่าสนใจ และเข้าใจง่าย โดยการเล่าควรเล่าสั้น ๆ มีการขมวดมุมให้ผู้ฟังได้คิดตาม และที่สำคัญจะต้องกระตุ้นอารมณ์ของผู้ฟังให้รู้สึกคล้อยตามในสิ่งที่เราพูด ตระหนักถึงความสำคัญในสิ่งที่เราพูด และนำไปปฏิบัติตามทันที ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการทำงานของสมองข้างขวา โดยผู้พูดจะต้องสร้างมโนภาพก่อนที่จะเล่าเรื่องนั่นเองผสม

3) ผสานสิ่งที่แตกต่างให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี (Symphony)

ในกรณีที่ผู้ร่วมงานไม่ลงรอยกัน หรือมีความสามารถแตกต่างกัน แต่จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ผู้นำที่เก่งจริงจะต้องมองข้ามคำว่า "เป็นไปไม่ได้" และสามารถผสมผสานสิ่งที่แตกต่างให้เกิดความลงตัว มีความขัดแย้งกันน้อยที่สุด มีความไว้วางใจ และเต็มใจที่จะให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นทีมเวิร์คขึ้นในองค์กร นอกจากนั้น ผู้นำจะต้องรู้จักคิดนอกกรอบ นอกกฏเกณฑ์ หรือนอกตำราบ้าง เพื่อสร้างความคิดริเริ่มใหม่ ๆ เพื่อผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

4) เข้าไปนั่งในจิตใจของผู้อื่น (Empathy)

การเอาใจเขามาใส่ใจเราสามารถทำได้โดยการสร้างมโนภาพว่า ถ้าเราเป็นอีกฝ่าย ทำไมเราจึงแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมา เพราะเหตุใด เมื่อเราเข้าใจอีกฝ่ายจะทำให้เราเห็นอกเห็นใจคน ๆ นั้นไปโดยปริยาย ดังนั้น ผู้นำที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ เป็นที่น่าเคารพรักและศรัทธาจากบุคคลรอบข้าง จะต้องมีความเข้าอกเข้าใจลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน และลูกค้า เป็นต้น

5) มีความสุขในการทำงาน (Play)

การจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ลูกน้องรักใคร่ปรองดอง และมีความกระตือรือร้นในการทำงาน ผู้นำจะต้องสร้างความรัก ความพอใจในงาน ให้เกิดขึ้นในจิตใจของลูกน้อง และในจิตใจของตนเองให้ได้เสียก่อน การสร้างฉันทะในการทำงานทำได้โดยการบอกตนเองเสมอว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตรงหน้านี้เป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ เมื่อคิดได้เช่นนี้เราจะไม่เหนื่อยกับการทำงานเลย เราจะทำงานด้วยความเต็มใจ และมีความหวังอยู่ตลอดเวลา

6) มีคำนิยามให้กับชีวิตของตัวเอง (Meaning)

คนจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีนิยามให้กับชีวิตของตัวเองเสียก่อน โดยการตั้งคำถามกับตนเองว่า ชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร เราต้องการชีวิตแบบไหน ที่ผ่านมาเราเคยมีความสุขที่แท้จริงบ้างหรือเปล่า เราเคยทำประโยชน์อะไรให้กับสังคม หรือประเทศชาติบ้างหรือไม่ และเมื่อเราจากโลกนี้ไปเราอยากให้คนข้างหลังจดจำเราได้ในภาพลักษณ์แบบใด เป็นต้น

Ref. http://www.drboonchai.com/
JACK WELCH : สุดยอด CEO ระดับโลก
บทความที่นำเสนอมาจากหนังสือเรื่อง Control Your Destiny or Someone Else Will แต่งโดย Noel Tichy และ Stratford Sherman ว่าด้วยเรื่องประวัติความเป็นมาของแจ็ค เวลช์ (Jack Welch) ทั้งชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานที่ทำให้เขาพลิกผันตนเองจนกลายเป็นผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลก
คือ บริษัท จี อี และกลายเป็นCEO ที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่ในสมัยเด็ก แจ๊ค เวลช์ เคยเป็นคนที่พูดติดอ่างเสียด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเขามีคุณแม่ที่คอยให้กำลังใจตลอดเวลา คุณแม่ของเขาสอนว่า การที่เขาพูดติดอ่างเป็นเพราะว่า เขามีระบบความคิดที่พิเศษกว่าคนปกติและรวดเร็วเกินกว่าที่เขาจะพูดได้ทัน นอกจากจะมีคุณแม่คอยให้กำลังใจและปลูกฝังให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีมาตั้งแต่เด็กแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลให้แจ็ค เวลช์ สามารถก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดได้มีดังต่อไปนี้

1. กฎทองคำ 6 ประการที่ทำให้แจ๊ค เวลช์ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่

1)จงกำหนดชะตาชีวิตของท่าน มิฉะนั้นคนอื่นจะเป็นผู้มาบงการชีวิตของคุณ (Control your destiny ,or someone else will)
ควรกำหนดเป้าหมายชีวิตของตนเองให้ชัดเจนและแน่นอน เพราะถ้าตัวเราเองยังไม่รู้ว่าเรากำลังจะเดินไปทิศทางไหนแล้วนั้น จะทำให้เราไขว้เขวไปกับการท้วงติงและการตำหนิเตียนจากคนรอบข้าง หรือในทางกลับกัน ถึงแม้มีโอกาสต่าง ๆ มารออยู่ข้างหน้าเราก็จะไม่เห็นความสำคัญ และปล่อยให้โอกาสเหล่านั้นหลุดลอยไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเราไม่รู้ว่าเรากำลังทำสิ่งใด เพื่ออะไร และเรากำลังอยู่ตรงจุดไหนของแผนที่ชีวิต นอกจากนั้น เมื่อเรามีเป้าหมายแล้วหากประสบกับอุปสรรคต่าง ๆ เราจะต้องไม่โทษผู้อื่นเพราะชีวิตนี้เป็นของเรา จะสุขหรือทุกข์เราจะต้องรับผิดชอบเอง สิ่งนี้จึงจะแสดงว่าเราเป็นผู้มีวุฒิภาวะ และสามารถกำหนดชะตาชีวิตของเราได้เองอย่างแท้จริง

2)จงมองความจริงตรงตามความเป็นจริง มิใช่ความเป็นจริงที่มันเคยเป็นมาแล้วในอดีต หรือความเป็นจริงที่คุณอยากให้มันเป็น (Live with the present reality as it is, not the kind of reality that used to be in the past or the reality that you want it to be)
คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงทุกรูปแบบทั้งสมหวังและผิดหวัง และจะต้องอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่ยึดติดกับเรื่องในอดีตหรือเพ้อฝันไปกับสิ่งที่เราคิดเข้าข้างตัวเองและอยากให้มันเป็น เพราะการที่เราอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันจะทำให้เราเห็นเหตุและปัจจัยใหม่ ๆ ที่เข้ามาและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้เป็นจริง

3)หากจะโน้มน้าวจิตใจคนไม่ควรใช้วิธีการบังคับขืนใจ แต่ควรเสนอมุมมองที่แตกต่างเพื่อกระตุ้นเตือนให้อีกฝ่ายได้คิด ซึ่งมุมมองเหล่านั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของผลดีหรือผลเสียที่อีกฝ่ายจะได้รับ
ตัวอย่างเช่น อธิบายให้อีกฝ่ายเห็นโทษของการเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากการกินอาหารที่มีรสหวานจัดจนเกินไป แทนที่จะไปบังคับขู่เข็ญหรือว่ากล่าว เป็นต้น

4)จงมีความจริงใจและมีความตรงไปตรงมาต่อตนเองและผู้อื่น (Integrity)
การแสดงความตรงไปตรงมาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ไม่มุทะลุดุดันหรือพูดจาเป็นขวานผ่าซาก และปากกับใจต้องตรงกัน ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด และถ้าจะพูดหรือแสดงออกจะต้องออกมาจากความรู้สึกไม่ใช่จากความคิด (Speak from your heart, not from your head)

5)อย่าเปลี่ยนจุดยืนของตนเองโดยเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น
หลังจากที่เราคิดทบทวนทุกอย่างอย่างรอบคอบแล้ว เราจะต้องมุ่งมั่นทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จเป็นรูปธรรมให้จงได้ แต่ในระหว่างที่ดำเนินการ หากมีความคิดใหม่ ๆ เข้ามา เราต้องรับฟังและนำมาขบคิดพิจารณาว่าสิ่งใดที่แตกต่างไปจากที่เราเข้าใจหรือไม่ หรือมุมมองใหม่นั้น มีเหตุมีผลพอที่จะหักล้างในสิ่งที่เราเชื่อหรือไม่ หรือมีสิ่งใดที่จะช่วยส่งเสริมให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วมากขึ้นหรือเปล่า

6)จงอย่าสู้หรือแข่งขันในสมรภูมิที่เราเสียเปรียบ
ก่อนอื่นเราต้องศึกษาจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเราหรือสินค้าของเราอย่างถ่องแท้เสียก่อน นอกจากนั้น ในตลอดสามปีที่ผ่านมาบริษัทคู่แข่งของเราผลิตสินค้าหรือดำเนินนโยบายใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหรือบริษัทของเราบ้างหรือไม่ และตัวเราเตรียมรับมือกับคู่แข่งอย่างไร และทำอะไรไปบ้างที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตลาดหรือต่อคู่แข่ง และที่สำคัญคือ เราต้องคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ในอีกสามปีคู่แข่งน่าจะทำอะไรบ้าง และเราจะเตรียมทำอะไรสำหรับการแข่งขันในอนาคต เป็นต้น

2.วิธีการบริหารเพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร

วิธีการบริหารของแจ็ค เวลช์ เหมาะกับองค์กรใหญ่ ๆ ที่พนักงานไม่มีความกระตือรือร้น ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม มีการเล่นเส้นเล่นสาย และมีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า เป็นต้น วิธีการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาองค์กร มีดังนี้

1)สร้างความปริวิตกและหวาดกลัวให้กับพนักงานทุกคน
แจ็ค เวลช์ บอกพนักงานทุกคนว่า หากทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้กับองค์กรได้แล้ว คุณอาจจะถูกปลดออกได้ทุกเวลา และที่สำคัญ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับนโยบายของจีอีแล้ว คุณก็ไม่สมควรที่จะทำงานกับจีอีอีกต่อไป อาจจะดูรุนแรงและโหดร้าย แต่แจ็ค เวลช์ให้เหตุผลว่า เขาทำทุกอย่างเพื่อจีอี และเขามีความยุติธรรมพอ ที่จะให้การเลื่อนขั้นตามความสามารถของพนักงาน และเขามีความเชื่อที่ว่า ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเข้ามาทำงานกับองค์กร รับเงินเดือนจากองค์กร แต่ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กรหรือตั้งใจทำงานก็ถือได้ว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำงานร่วมกันอีกต่อไป และถึงแม้ว่า พนักงานคนนั้นจะมีความสามารถสักเพียงใด แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับนโยบายขององค์กรก็ต้องปลดออก
แจ็ค เวลช์ มีวิธีการกำจัดพนักงานที่หัวแข็งและทำงานมานานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยการจ้างพนักงานรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความสามารถมาทำงานเพื่อท้าทายความสามารถของพนักงานหน้าเดิม จนพนักงานรุ่นเก่าเหล่านั้นอึดอัดและยอมลาออกไปเอง อาจจะดูไร้ความปรานีแต่ทุกอย่างตั้งอยู่บนความยุติธรรม และบนพื้นฐานของความเป็นจริง คนเก่งมีผลงานย่อมได้รับการเลื่อนขั้นตามความเป็นจริง ไม่มีการเล่นเส้นสายใด ๆ หรือถ้ายังไม่ยอมลาออก แจ็ค เวลช์ จะสั่งให้ย้ายไปทำงานประเภทที่น่าเบื่อ จนต้องยอมลาออกไปเอง แต่ถ้ายังไม่ยอมลาออกอีก หรือมีพวกพ้องมากมายทำให้สั่งย้ายลำบาก แจ็ค เวลช์ ก็จะใช้วิธีตั้งเป้าหมายงานให้สูง ทำได้ยาก จนหมดแรงและลาออกไปเองในที่สุด

2)สร้างวิสัยทัศน์ใหม่ให้กับองค์กร
สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่บอกพนักงานทุกคนว่า องค์กรต้องการอะไร และกำลังมุ่งไปสู่จุดไหน เมื่อไหร่ อย่างไร พนักงานทุกคนจะต้องทำงานรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแยกกรมกองหรือแผนกอีกต่อไป ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จะต้องได้รับการเสนอจากระดับล่างสู่ระดับบนอย่างไม่มีข้อยกเว้น และหากหัวหน้าคนใดพยายามที่จะสกัดกั้นลูกน้องไม่ให้แสดงออกหรือแย่งผลงานลูกน้องไปเสนอเสียเอง จะต้องถูกปลดออกทันที นอกจากนั้น พนักงานคนใดที่ได้รับมอบหมายงานไปแล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่รับปากได้ จะไม่ได้รับการเลื่อนขั้นหรืออาจจะต้องถูกลดตำแหน่งลงตามความเหมาะสม

3)ยกเลิกการผลิตสินค้าที่จีอีไม่สามารถครองตลาดได้เป็นอันดับหนึ่งหรือสองออกทั้งหมด
เพื่อปรับองค์กรให้เล็กลงและมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น สินค้าใดที่ไม่ทำกำไร หรือมีกำไรแนวโน้มที่จะลดลงอีกในอนาคตก็ให้ตัดออกเสีย เมื่อคนในองค์กรมีจำนวนน้อยลง ไม่มีการทำงานซ้ำซ้อน ทุกคนมีงานต้องทำ พนักงานก็จะมีความตื่นตัวและกระตือรือร้น ขยันทำงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สินค้าของ จีอี ติดตลาดมาจนถึงทุกวันนี้ คือ แจ็ค เวลช์ จะเน้นที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ในที่นี้คือการรู้ซึ้งถึงความต้องการของลูกค้าว่าต้องการสินค้าแบบใด เพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนองตอบต่อความต้องการตรงจุดไหน และสินค้าจะต้องมีความทันสมัยตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

3.ทักษะ 4 ประการที่ แจ็ค เวลช์ ปลูกฝังให้กับพนักงานที่จะก้าวขึ้นมาสู่ระดับผู้บริหาร

1)มีทักษะในการสื่อความ

พูดจาชัดเจน ตรงประเด็น และพูดเพื่อความสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย เน้นผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักและมีความยุติธรรม

2)ทักษะในการทำงานเป็นทีม
สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

3)ทักษะในการบริหาร

ทำงานอย่างรวดเร็ว เรียบง่าย และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกน้องได้ว่า ตนสามารถนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

4)ทักษะในการฟัง
ฟังมากกว่าพูด และถ้าจะต้องพูดให้ "พูดทีละคำ ฟังทีละเสียง"

การจัดความสำคัญก่อนหลัง เพื่อความสำเร็จในชีวิต

การรับมือกับโลกยุคปัจจุบันที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการบริหารชีวิต และการบริหารเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆที่ดูเหมือนว่ามีความสำคัญเท่าๆ กันไปหมดทุกเรื่อง การบริหารเวลาให้ถูกต้องมิใช่เรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือมิใช้เพียงการเน้นความสามารถในการตอบโต้มากขึ้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างสมดุลให้กับความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ 4 อย่าง นอกจากนั้นหากขาดวิจารณญาณที่ดี (Intuitive wisdom) ก็ไม่สามารถบริหารเวลาให้สมดุลได้ตามต้องการ

ความต้องการพื้นฐาน 4 อย่าง ของมนุษย์
• ปัจจัย 4 (Physical need) ประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค รวมถึงความแข็งแรงทางกายและทางใจ
• ความต้องการทางสังคม (Social need) คือความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี ที่อบอุ่นกับคนรอบข้าง หากความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไม่ดีจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆลดลง
• ความต้องการทางจิตใจ (Mental need) คือความต้องการความสงบทางใจ
• ความต้องการทางจิตวิญญาณ (Spiritual need) คือความต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการสร้างอะไรบางอย่างเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อไป
ความต้องการทั้ง 4 อย่าง จะต้องมีความสมดุลกัน จึงจะเกิดพลังชีวิตที่จะทำสิ่งต่างๆอย่างมีความสุข และไม่เกิดความย่อท้อหรือเบื่อหน่าย

การจัดความสำคัญก่อนหลัง เพื่อความสำเร็จในชีวิต
การบริหารเวลา หรือการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการทำสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องของการใช้วิจารณญาณในการรู้แล้วเลือก ดังนั้นการมีวิจารณญาณที่ดีจะช่วยให้เราสามารถเลือกทำสิ่งต่างๆได้อย่างสมดุล
วิจารณญาณในการรู้แล้วเลือกที่ดีประกอบด้วยปัจจัย 4 อย่าง คือ
• Self-awareness หรือการรู้จักตัวเอง คือรู้ว่าตัวเราเองเป็นเช่นไร คิดอะไรอยู่ อยู่ในอิริยาบถไหน และมีอารมณ์กับความรู้สึกต่างๆในแต่ละขณะเป็นอย่างไร รวมทั้งรู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร และรู้ว่าเราชอบอะไร มีความถนัดทางด้านไหน
• Conscience คือหิริโอตตัปปะ หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่อยู่ภายในจิตสำนึก โดยรู้ได้จากเสียงที่อยู่ภายในตัวเรา (Inner voice) ที่จะเกิดขึ้นเมื่อจิตใจค่อนข้างสงบและมีแต่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
• Independent will คือการมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ สามารถเลือกและตัดสินใจสิ่งต่างๆด้วยตนเอง จะเกิดขึ้นได้ต้องหัดตั้งเป้าหมายในชีวิตและต้องทำให้ได้ หัดรักษาคำสัญญาต่อตนเองและผู้อื่น และอย่าให้อารมณ์มีความสำคัญกว่าสิ่งที่ทำอยู่
• Creative imagination คือการมีจินตนาการที่กว้างไกล คนที่จะมีจินตนาการได้จะต้องมีความสามารถที่จะมองเห็นภาพจากภายในใจได้ และต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และกล้ายอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างได้

รากฐานที่สำคัญของการมีชีวิต 4 ประการ
• To live คือการมีชีวิตที่สอดคล้องกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สอดคล้องกับเข็มทิศที่ติดตัวมาแต่เกิด หรือศักยภาพสูงสุดที่คนอื่นจะมีไม่เหมือนเรา ตราบใดที่ยังไปไม่ถึงจุดหมายมที่เข็มทิศของชีวิตชี้ไว้ชีวิตเราก็จะไม่มีความสุข
• To love คือการใช้ชีวิตอย่างเผื่อแผ่ และเอื้ออาทรต่อผู้อื่น เพื่อความร่มเย็นและความสงบสุขในสังคม
• To learn คือการเรียนรู้จากการกระทำและการใช้ชีวิตของตัวเองในแต่ละวัน เพื่อให้มีการยกระดับคุณภาพของจิต และคุณภาพของชีวิตให้ดีขึ้นทุกวัน
• To leave a legacy คือการที่เราได้สร้างประโยชน์เพื่อสังคมและคนรุ่นต่อไป
การบริหารเวลา หรือการบริหารชีวิต จำเป็นต้องมีความสมดุลในทุกๆด้าน มิฉะนั้นทุกอย่างจะจบลงที่ความเครียด และความล้มเหลวในด้านต่างๆ

No comments: